สส.จักรภพ มองวิจัยไทยต้องตอบโจทย์ความเดือดร้อนประชาชน ไม่ใช่เน้นผลงานสร้างวิทยฐานะ

ทัดดาว ทองอิ่ม

22 ต.ค. 2569 16:29 น.3 ครั้ง
แชร์LINE
สส.จักรภพ มองวิจัยไทยต้องตอบโจทย์ความเดือดร้อนประชาชน ไม่ใช่เน้นผลงานสร้างวิทยฐานะ

22 ต.ค. 69 - สส.จักรภพ พรรคเพื่อไทย อภิปรายรายงานพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ชี้งานวิจัยไทยยังไม่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เสนอใช้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นตัวตั้ง เชื่อมโยง สส. ในพื้นที่กำหนดโจทย์วิจัย พร้อมผลักดันผลงานให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง เป็นประธานในที่ประชุม พิจารณาวารระรับทราบรายงานการพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ปี 2565-2568 จัดทำโดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยรายงานฉบับนี้นำเสนอทิศทางการพัฒนาประเทศผ่านระบบ การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ได้แก่ พัฒนากำลังคน ยกระดับคุณภาพการศึกษาและทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม รองรับเทคโนโลยีใหม่และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เร่งวิจัยและสร้างนวัตกรรม มุ่งใช้ผลงานวิจัยแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม พร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาหารแห่งอนาคต เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ สภานโยบาย อววน. ทำหน้าที่กำหนดทิศทางและประสานหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้นโยบายเกิดผลในทางปฏิบัติ กระจายโอกาสและยกระดับเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา สนับสนุนผู้ประกอบการและชุมชน ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และปรับระบบให้พร้อมรับอนาคต โดยเสนอให้ทบทวนยุทธศาสตร์ ปรับกฎหมาย ระบบบริหารและงบประมาณ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพหน่วยงานวิจัย เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายจักรภพ เพ็ญแข สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายตั้งข้อสังเกตต่อรายงานฉบับนี้ว่า การพัฒนาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การอุดมศึกษา คือ การศึกษาขั้นสูง วิทยาศาสตร์ คือ การใช้กระบวนการที่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ การวิจัย คือ การแสวงหาความรู้ใหม่จากการตั้งคำถามและหาคำตอบที่ดี และนวัตกรรม คือ การนำทั้ง 3 ส่วน มาพัฒนาเป็นสิ่งใหม่หรือการกระทำใหม่เพื่อพัฒนาประเทศสูงสุด ซึ่งจำเป็นต้องเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และประเมินผลจากการนำไปใช้แก้ปัญหาของประเทศและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงผลงานทางวิชาการหรือความก้าวหน้าทางวิทยฐานะของผู้วิจัย

สำหรับงานวิจัยของไทย พบว่ายังมีข้อจำกัดในการตอบโจทย์ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปสัมผัสการทำงานในสถานประกอบการจริง เพื่อทำความเข้าใจปัญหาและความต้องการของภาคการผลิต พร้อมย้ำว่าควรติดตามผลสัมฤทธิ์ของงานวิจัยให้ชัดเจนว่า สามารถสร้างประโยชน์ต่อประเทศได้มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งผลกระทบจากเทคโนโลยี AI สถานการณ์สงครามที่ส่งผลต่อพลังงาน การเข้าสู่สังคมสูงวัย ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ส่งออกที่ลดลง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้และนวัตกรรมเข้ามาช่วยแก้ไข

นายจักรภพ เสนอว่า การกำหนดโจทย์วิจัยควรเริ่มจากปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชน โดยค้นหาสาเหตุของปัญหาแล้วใช้กระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือแก้ไข พร้อมเสนอให้ประสานความร่วมมือกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งใกล้ชิดกับประชาชนและรับทราบปัญหาในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาเป็นโจทย์วิจัยที่ตรงกับความต้องการจริง ทั้งนี้ ยังเสนอให้มองการพัฒนาการศึกษาและการวิจัยเป็นกระบวนการที่ต้องปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่พิจารณาเพียงผลผลิตปลายทาง พร้อมนำจุดแข็งของคนไทย ทั้งอัธยาศัย ไมตรี และความสามารถในการปรับตัว มาต่อยอดเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง