คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา นำโดยนายวิรัตน์ ธรรมบำรุง รองประธานคณะกรรมาธิการ และนางสาวอมร ศรีบุญนาค ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานอย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง และยั่งยืน พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตำบลหินซ้อน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เพื่อศึกษาการบริหารจัดการน้ำสำหรับภาคการเกษตรนอกเขตชลประทาน โดยมีนายปภาวิน นนทวงศ์ ปลัดอำเภอแก่งคอย พร้อมผู้แทนหน่วยงานด้านชลประทาน การเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้ข้อมูล
หน่วยงานในพื้นที่รายงานว่า แนวทางพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่เกษตรที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก มุ่งเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน กักเก็บน้ำฝน และเชื่อมโยงแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการวางแผนใช้ประโยชน์จากที่ดินและน้ำให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ปัจจุบันจังหวัดสระบุรีจัดทำแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานแล้ว 1,085 บ่อ ครอบคลุมพื้นที่ได้รับประโยชน์ 2,170 ไร่ พร้อมส่งเสริมการปรับปรุงดินและระบบการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ
ด้าน นายกิตติศักดิ์ เมฆา ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตำบลหินซ้อน ให้ข้อมูลว่า กลุ่มจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2561 ปัจจุบันมีสมาชิก 95 ราย พื้นที่เพาะปลูกประมาณ 4,900 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทานและประสบปัญหาภัยแล้งกับฝนทิ้งช่วงเป็นประจำ โดยในปี 2568 มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเสียหายประมาณ 2,011 ไร่ ส่งผลต่อทั้งปริมาณและคุณภาพผลผลิต กลุ่มเกษตรกรจึงนำข้อมูลปริมาณน้ำฝนและพยากรณ์อากาศมาใช้กำหนดช่วงเวลาเพาะปลูก พร้อมพัฒนาระบบน้ำระดับแปลง ทั้งระบบน้ำหยด บ่อพักน้ำ และระบบส่งน้ำ รวมถึงใช้เทคโนโลยีปรับระดับพื้นที่ด้วยเลเซอร์ เพื่อช่วยกักเก็บความชื้นในดินและใช้น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เกษตรกรต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลพยากรณ์อากาศที่แม่นยำและทันต่อสถานการณ์ พร้อมเพิ่มบ่อน้ำสำรอง ปรับปรุงแหล่งน้ำ และส่งเสริมระบบน้ำหยดอย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรกรยังขอให้รัฐบาลสนับสนุนเครื่องจักรสำหรับสับหรือย่อยตอซังและเศษวัสดุจากข้าวโพด รวมถึงเทคโนโลยีช่วยเร่งการย่อยสลาย เพื่อลดการเผาโดยไม่เพิ่มภาระแก่เกษตรกร เนื่องจากการจัดการเศษวัสดุด้วยวิธีดังกล่าวทำให้ต้นทุนเตรียมพื้นที่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 500 บาทต่อไร่ เป็น 700–800 บาทต่อไร่
คณะกรรมาธิการ เสนอให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำบ่อพวง เพื่อรับและสำรองน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พร้อมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขยายสระและแหล่งกักเก็บน้ำ โดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านชั้นดินและความสามารถในการเก็บน้ำของพื้นที่ พร้อมเสนอให้พัฒนาเป็นโครงการเฉพาะพื้นที่ ซึ่งอาจนำผลไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ที่มีสภาพปัญหาใกล้เคียงกัน ส่วนการพยากรณ์อากาศ คณะกรรมาธิการเห็นควรให้หน่วยงานในพื้นที่นำข้อมูลจากฐานข้อมูลน้ำแห่งชาติและสถานีตรวจวัดน้ำฝนมาเผยแพร่ให้เกษตรกรเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลติดตามสถานการณ์และการคาดการณ์ฝนล่วงหน้า เพื่อใช้กำหนดช่วงเวลาเพาะปลูกและวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์
คริส พุทธชาติ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ข้อมูล/ภาพ