นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดงานสัมมนาการยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของประเทศไทยตามมาตรฐานองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development:OECD) ณ อาคารรัฐสภา จัดโดยคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ. ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โดยมี นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานกรรมาธิการฯ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐตุรกีประจำประเทศไทย เอกอัครราชทูตฮังการีประจำประเทศไทย ผู้แทนทางการทูต ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย กรรมาธิการ ผู้บริหารองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม ภาควิชาการ และ ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมงาน
นายโสภณ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในการประกาศจุดยืนต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต โดยไทยจำเป็นต้องยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน สร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลให้เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ประธานรัฐสภา ระบุว่า เมื่อเข้ารับตำแหน่งได้หารือกับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายบริหารของรัฐสภา พร้อมประกาศนโยบายให้รัฐสภาเป็นหน่วยงานนำร่องด้านธรรมาภิบาล เพราะแม้องคาพยพของประเทศจะมีขนาดใหญ่ แต่รัฐสภามีบุคลากรประมาณ 3,000 กว่าคน และเป็นสถาบันที่มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมาย รวมถึงกำหนดกติกาเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต
นายโสภณ ย้ำว่า การป้องกันคอร์รัปชันต้องลงมือทำจริง ไม่ใช่เพียงการพูดถึงเจตนารมณ์ โดยแต่ละหน่วยงานต้องเริ่มจากสิ่งที่สามารถทำได้ก่อน แล้วขยายไปสู่การยกระดับทั้งระบบ พร้อมยกตัวอย่างการบริหารงานภายในรัฐสภา โดยเฉพาะกระบวนการสอบบรรจุบุคลากรที่ต้องให้ความสำคัญทั้งความรู้และความสามารถในการปฏิบัติงานจริง
นอกจากนี้ ประธานรัฐสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ธรรมาภิบาลต้องเดินควบคู่กัน 2 ด้าน คือธรรมาภิบาลกับคนและธรรมาภิบาลกับกฎหมายและงบประมาณ เพราะแม้จะมีกฎหมายที่ดี แต่หากคนขาดการพัฒนาและจิตสำนึกความรับผิดชอบ ก็อาจหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์และกระทำผิดได้ ขณะเดียวกัน หากบุคลากรมีคุณภาพ แต่กฎหมายและระเบียบล้าสมัย ก็ไม่สามารถสร้างระบบที่สมบูรณ์ได้
นอกจากนี้ นายโสภณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันต้องพัฒนาคนให้มีความรู้ ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกในการปฏิบัติตามกติกา เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ นายโสภณ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Agreement: MOA) ระหว่างคณะกรรมาธิการฯ กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม
นายอาสพลธ์ ประธานกรรมาธิการฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ OECD ว่า การจัดงานมีเป้าหมายให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงความมุ่งมั่นของฝ่ายนิติบัญญัติในการร่วมผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. พร้อมสนับสนุนภาคประชาชนและภาคประชาสังคมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบ
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เพื่อเดินหน้าปราบปรามการทุจริตอย่างใกล้ชิดและเป็นรูปธรรม พร้อมให้คำมั่นว่าจะผลักดันภารกิจดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง