นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นสักขีพยานในพิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนโครงการยุวชนสภาประชาธิปไตย Thailand's NEXT Change และ สภากาแฟสัญจร โดยมี นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมลงนามกับ ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พร้อมกันนี้ นางจงเดือน สุทธิรัตน์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นำคณะบุคคลากรของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมเป็นสักขีพยาน ด้วย ณ ห้องประชุมสัมมนา B1-1 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา
นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การร่วมมือในครั้งนี้เป็นการประสานจุดแข็งระหว่างองค์ความรู้ด้านรัฐสภากับพลังของสื่อสร้างสรรค์ เพื่อขับเคลื่อนวัตถุประสงค์ในหลายมิติ โดยมีประเด็นหลักคือการส่งเสริมความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของสถาบันนิติบัญญัติให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และการพัฒนาเยาวชนสู่การเป็นพลเมืองคุณภาพผ่านกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (Experiential Learning) ในโครงการยุวชนสภาประชาธิปไตย Thailand's NEXT Change เพื่อฝึกทักษะผู้นำและการเคารพความเห็นที่แตกต่าง นอกจากนี้ ยังมุ่งสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมเชิงรุกผ่านกิจกรรมสภากาแฟสัญจร เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในระดับพื้นที่นำกลับสู่กระบวนการนิติบัญญัติ โดยเชื่อมั่นว่าสื่อจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศทางปัญญาให้แก่สังคมไทยในช่วงระยะเวลาความร่วมมือ 2 ปีนี้
ด้าน ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวแสดงความยินดีที่ได้เห็นความตั้งใจของประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ต้องการเปิดพื้นที่การแสดงออกให้แก่เด็กและเยาวชน ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ความร่วมมือนี้จะช่วยขยายขอบเขตการทำงานร่วมกัน จากเดิมที่มีการนำเนื้อหาของกองทุนฯ มาเผยแพร่ผ่านช่องทางของรัฐสภา ไปสู่การสนับสนุนทุนให้เยาวชนได้ผลิตสื่อและจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยกองทุนฯ พร้อมจะเป็นเครื่องมือช่วยให้รัฐสภาขยับเข้าไปใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จริง
ขณะที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวย้ำถึงอิทธิพลของสื่อต่อการสร้างสันติสุขในสังคม และความสำคัญของการสร้างภูมิคุ้มกันและการรู้เท่าทันสื่อให้แก่เยาวชนท่ามกลางภัยคุกคามทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยระบุว่าสื่อของรัฐสภาต้องปรับตัวให้ทันยุคสมัย โดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่อย่างมีปัญญาและสมอง เพื่อนำเสนอเนื้อหาที่โดนใจสังคมมากกว่าการมุ่งเน้นเพียงเรตติ้งหรือความขัดแย้ง นอกจากนี้ ตนยังมีเป้าหมายที่จะขยายโอกาสไปยังเด็กด้อยโอกาสในชนบทห่างไกล หรือช้างเผือก ให้ได้มีส่วนร่วมในโครงการ เพื่อปลูกฝังจิตวิญญาณประชาธิปไตยผ่านสื่อประเภทต่าง ๆ และกิจกรรมสัญจรที่จะนำภาพลักษณ์ที่ดีงามของสภาฯ ออกสู่สายตาประชาชน พร้อมเปรียบเทียบว่าการสร้างปัญญาให้คนในชาติสำคัญกว่าการหาทรัพย์สิน เพราะผู้มีปัญญาจะสามารถรักษาและสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง