นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาวาระเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. .... (Lemon Law) ที่เสนอโดยนางสาวสารี อ๋องสมหวัง กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 21,111 คน เป็นผู้เสนอ
โดยประธานแจ้งว่าร่างฉบับนี้อยู่ระหว่างรอการพิจารณาในวาระที่หนี่งของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ซี่งรัฐสภาได้มีมติเห็นชอบให้พิจารณาต่อไปตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในวันนี้จะเป็นการพิจารณาร่างในวาระที่หนี่งขั้นรับหลักการ เนื่องด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสมาชิกได้เสนอร่างมายังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณา ซึ่งเป็นร่างมีหลักการทำนองเดียวกันอีก 5 ฉบับ ที่เสนอโดย ครม. นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ กับคณะ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล กับคณะ นางสาวขัตติยา สวัสดิผล กับคณะ และนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี กับคณะ ดังนั้น จึงขอนำร่างทั้ง 6 ฉบับ มาพิจารณาพร้อมกัน
สำหรับหลักการและเหตุผลของร่างสรุปว่า บทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ยังไม่ได้ให้ความคุ้มครองผู้ซื้อและผู้ขายอย่างชัดเจนและเพียงพอ โดยเฉพาะกับสินค้าที่ผู้ซื้อไม่อาจเห็นความชำรุดบกพร่องของสินค้าได้ในเวลาซื้อขายหรือส่งมอบสินค้า สมควรกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของความชำรุดบกพร่องของสินค้า สิทธิของผู้ซื้อและผู้ขาย และความรับผิดของผู้ขายตามประเภทของสินค้าให้เกิดความเหมาะสม รวมถึงการเยียวยากรณีสินค้ามีความชำรุดบกพร่อง เพื่อให้มีความสอดคล้องกับสภาพปัญหาในปัจจุบัน ที่จะเป็นการคุ้มครองผู้ซื้อและผู้ขายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จากนั้น สมาชิกต่างอภิปรายอย่างกว้างขวาง อย่างนายสหัสวัต คุ้มคง สส.จังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวว่า ยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายนี้ ซึ่งคิดว่ามีประโยชน์ 3 เรื่อง คือ ความชัดเจนเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ให้สิทธิผู้บริโภคมากขึ้น ตัดทอนมิจฉาชีพ และยกระดับมาตรฐานของผู้ประกอบการ โดยอยากฝาก รัฐบาลในการออกมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการ ทั้ง upskill และ reskill ให้มีความสารถในการผลิตสินค้า เพื่อให้สอดรับกับกฎหมายนี้
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.จังหวัดนครราชสีมา พรรคภูมิใจ ฝากข้อเสนอไปถึง คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาร่างเป็นรายมาตราว่า ควรมีการกำหนดบทลงโทษ เช่น ในร่างของ ครม. มาตรา 31 ที่ระบุว่า ผู้ขายต้องรับผิดชอบความเสียหาย หากสินค้าประเภทรถยนต์ชำรุดบกพร่องภายใน 1 ปี หรือระยะทางไม่เกิน 10,000 กิโลเมตร นับแต่วันส่งมอบ และรถจักรยานยนต์ระยะเวลา 6 เดือน ระยะทางไม่เกิน 5,000 กิโลเมตร นับแต่วันส่งมอบ มาตรา 42 ให้รับผิดชอบกรณีผู้บริโภคซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยหากพบชำรุดเสียหายภายในไม่เกิน 14 วัน จะต้องเปลี่ยนสินค้าใหม่ ไม่เช่นนั้นผู้บริโภคมีสิทธิจะบอกเลิกสัญญาซื้อขายได้ ซึ่งทั้ง 2 มาตรา กำหนดหน้าที่ของผู้ขายอย่างชัดเจน แต่ไม่มีสภาพบังคับ ขาดบทลงโทษ
นายสุริยา แป้นสุขา สส.จังหวัดบึงกาฬ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า สิ่งที่ต้องยอมรับ คือ กฎหมายไทยในการคุ้มครองผู้บริโภคยังเดินตามหลังโลก กลไกการคุ้มครองในระดับสากลไปไกลถึงระดับผู้บริโภคสามารถคืนสินค้าได้เพียงแค่ไม่ชอบก็สามารถคืนได้ทันที ไม่ต้องรอให้เกิดความชำรุดก่อน แต่แนวคิดของกกฎหมายไทย คือ รอให้ชำรุดจึงคืนได้ โดยขอเสนอแนะใน 3 ประเด็น ได้แก่ ยกระดับสิทธิการคืน สามารถคืนได้เมื่อไม่พอใจ โดยกำหนดเวลาคืนให้ชัดเจน ไม่ต้องพิสูจน์ความเสียหาย ขณะที่ระบบคืนเงินหรือคืนสินค้า ต้องง่าย ไม่เป็นภาระผู้บริโภค รัฐต้องผลักดันให้มีระบบคืนเงินอัตโนมัติที่ผู้บริโภคจ่ายเงินไปแล้ว แต่ไปรับไม่ทัน ทำให้สินค้าถูกตีกลับ และหน้าที่การพิสูจน์สินค้าชำรุดต้องเป็นของผู้ขาย
ท้ายที่สุด ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างทั้ง 6 ฉบับ ด้วยคะแนนเสียง 420 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง โดยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา 24 คน สัดส่วน ครม. 4 คน ผู้แทนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 8 คน สส. 12 คน และให้ใช้ร่างของ ครม. เป็นหลักในการพิจารณา
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง