นางสาวจินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงข้อเสนอแนะด้านสวัสดิการสังคม โดยเน้นย้ำความสำคัญของการจัดสวัสดิการในเด็กระดับปฐมวัย ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ ว่า ตนพบหลักฐานเชิงประจักษ์จากทั่วโลกที่ยืนยันว่าการลงทุนในเด็กปฐมวัยตั้งแต่ในครรภ์มารดาจนถึงอายุ 5 ปี เป็นการลงทุนของรัฐที่มีผลตอบแทนสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่น เนื่องจากเป็นช่วงที่มนุษย์มีการพัฒนาสมองได้ถึง 80-90% ซึ่งจะส่งผลต่อผลิตภาพของประเทศในระยะยาว ยิ่งรัฐลงทุนในมนุษย์เร็วเท่าไหร่ ยิ่งสร้างผลตอบแทนต่อสังคมและเศรษฐกิจสูงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จากการทำงานที่ตนได้ทำงานในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร และข้อมูลจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พบว่าปัจจุบันประเทศไทยจ่ายเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี เพียงเดือนละ 600 บาท และจำกัดสิทธิ์เฉพาะครอบครัวที่มีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปีเท่านั้น ซึ่งตนมีความรู้สึกสะเทือนใจกับเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเฉลี่ยเพียงปีละ 5 แสนคน และกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์
นางสาวจินณ์ตวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลและกระทรวง พม. ควรพิจารณาปรับสวัสดิการเด็กปฐมวัยให้เป็นแบบถ้วนหน้า โดยไม่ต้องพิสูจน์รายได้ของครัวเรือน พร้อมทั้งเพิ่มการสนับสนุนแก่พ่อแม่และผู้ปกครองให้สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการดูแลเด็กหนึ่งคนต้องอาศัยทั้งเวลา ทรัพยากร และต้นทุนทางเศรษฐกิจของครอบครัวจำนวนมาก จึงเห็นว่าสวัสดิการสำหรับเด็กไม่ควรถูกมองเป็นภาระงบประมาณของรัฐ แต่เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ เพื่อพัฒนากำลังแรงงาน ผู้เสียภาษี และพลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต เพราะหากประเทศไทยต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร รัฐจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนในเด็กตั้งแต่ช่วงปฐมวัย
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว / เรียบเรียง