นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ว่า กกต. ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 4,943 ล้านบาท โดยผลการดำเนินงานสำคัญครอบคลุมทั้งภารกิจด้านการจัดการเลือกตั้ง การสืบสวนสอบสวนไต่สวน การส่งเสริมกิจกรรมทางการเมือง และการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านประชาธิปไตยแก่ประชาชน
สำหรับภารกิจด้านการเลือกตั้ง กกต.ได้จัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดที่ 13 พร้อมประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็น สว. จำนวน 200 คน และบัญชีสำรอง 99 คน เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 รวมถึงการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดพิษณุโลก แทนตำแหน่งที่ว่าง เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2567 ตลอดจนการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้งเพื่อรองรับการเลือกตั้งนายกและสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด กรณีครบวาระ จำนวน 76 แห่ง ส่วนด้านภารกิจการสืบสวนสอบสวนและไต่สวน มีสำนวนที่ กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 1-9 จำนวน 95 สำนวน มติให้ดำเนินคดีอาญา ยกคำร้อง ยุติเรื่อง และให้มีการเลือกตั้งใหม่ จำนวน 198 สำนวน รวมถึงมีการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา การเลือกตั้งท้องถิ่น พรรคการเมือง และคดีอื่น ๆ รวม 394 คดี
นอกจากนี้ กกต.ยังดำเนินภารกิจด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ 6 หน่วยงาน พร้อมขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ผ่าน 23 โครงการ 42 กิจกรรม วงเงินรวม 256 ล้านบาท
ภายหลังการนำเสนอรายงานฯ สว. หลายคนได้ร่วมอภิปรายและตั้งข้อสังเกตต่อการดำเนินงานของ กกต. โดยนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ตั้งข้อสังเกตถึงการจัดการเลือกตั้งสว. ทั้งการประเมินผลของการสมัครรับเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามคาดการณ์ การออกระเบียบ กกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวผู้สมัคร สว. ซึ่งถูกมองว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมถึงการดำเนินคดีกับผู้สมัครในพื้นที่ต่าง ๆ ขณะที่ นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ อภิปรายถึงผลของการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตั้งคำถามถึงเหตุผลที่รัฐบาลไม่ได้บรรจุเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของผลประชามติที่ กกต.ดำเนินการหรือไม่ และขอให้ กกต.ชี้แจงทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต ด้าน นางอังคณา นีละไพจิตร ย้ำถึงวิสัยทัศน์ของ กกต.ที่ต้องเป็นองค์กรซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล และจัดการเลือกตั้งอย่างเป็นมืออาชีพในระบอบประชาธิปไตย โดยระบุว่าหัวใจสำคัญของการได้รับการยอมรับคือความเปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมสะท้อนว่าเสียงจากประชาชนยังตั้งคำถามต่อความโปร่งใส ความยุติธรรม การจัดการกับการซื้อสิทธิขายเสียง กติกาที่ไม่เป็นธรรม ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายหรือระเบียบที่อาจถูกมองว่าไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน ส่วน นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ เสนอแนวทางสร้างความโปร่งใสในการเลือกตั้ง โดยเห็นว่าควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากขึ้น และเร่งแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย พร้อมสะท้อนว่าประชาชนยังคงมีข้อสงสัยต่อการทำงานของ กกต. จากความล่าช้าและการตัดสินใจที่ไม่เด็ดขาด โดยยกกรณีการจัดการเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมาในจังหวัดชลบุรี เป็นตัวอย่างของประเด็นที่สังคมยังเฝ้าติดตามคำชี้แจง
ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง