นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุลสส.จังหวัดระยอง พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) นำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ. …. หรือ ร่างกฎหมาย PRTR กลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง เพื่อผลักดันให้เป็นกฎหมายสำคัญในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน
นางสาวกมนทรรศน์ ระบุว่า กฎหมาย PRTR ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดทำฐานข้อมูลกลางด้านสารเคมีอันตราย ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐสามารถติดตาม ตรวจสอบ และบริหารจัดการปัญหามลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด อีกทั้งยังช่วยป้องกันและรับมือกับอุบัติภัยทางเคมีได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังเป็นการรับรองสิทธิในการรับรู้ข้อมูลของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ขณะเดียวกันยังส่งเสริมธรรมาภิบาลในภาคเอกชน สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน และยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
นางสาวกมนทรรศน์ กล่าวว่า ร่างกฎหมาย PRTR ได้รับการผลักดันมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี ผ่านการเรียกร้องจากภาคประชาชนและเครือข่ายสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568 ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาในวาระแรกของสภาผู้แทนราษฎร และมีการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณารายมาตราจนครบถ้วนในวาระที่ 1 และพร้อมนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่2 และ 3 แต่ต้องหยุดชะงักจากการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568
นางสาวกมนทรรศน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลและครม.ชุดใหม่แล้ว ตนในฐานะตัวแทนประชาชน ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาเร่งนำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาภายใน 60 วัน โดยนับตั้งแต่วันเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก ตามกรอบรัฐธรรมนูญมาตรา 147 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ เพื่อเป็นการเริ่มต้นการสร้างระบบฐานข้อมูลสารเคมีในประเทศไทยและเป็นการบริหารจัดการในเรื่องของสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนซึ่งกฎหมายฉบับนี้ยังจะช่วยให้ประเทศไทยมุ่งหน้าสู่ Net Zero ตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา ทั้งนี้ ย้ำว่า สถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งปัญหาฝุ่น PM2.5 การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่ตอบโจทย์กับปัญหาที่เพิ่มขึ้น เชื่อว่าทุกคนไม่ต้องการเห็นภาพความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นซ้ำอีกในประเทศไทยต่อไป
ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง