ที่ประชุมวุฒิสภา รับทรายรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง พลังผู้สูงอายุ ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา พิจารณาเสร็จแล้ว พร้อมเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของ กมธ. และมีมติให้ส่งไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป
ศาสตราจารย์ ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ รองประธาน กมธ. พร้อมคณะ กล่าวถึงผลการพิจารณาว่า ปัจจุบันไทยมีผู้สูงอายุกว่า 13.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.94 ของประชากรทั้งหมด ก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์" แล้ว และคาดว่าในปี 2576 จะพุ่งแตะร้อยละ 28 จนเข้าสู่ "สังคมสูงอายุระดับสุดยอด" ขณะที่อัตราการเกิดต่ำกว่า 500,000 คนต่อปี และมีผู้เสียชีวิตมากกว่าการเกิด ส่งผลให้กำลังแรงงานหดตัวและกระทบเศรษฐกิจในระยะยาว การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งวิเคราะห์สถานการณ์และหาแนวทางเสริมสร้างพลังผู้สูงอายุให้พึ่งพาตนเองได้ มีบทบาทในการพัฒนาประเทศ และดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยยึดแนวคิดขององค์การอนามัยโลกใน 3 ด้าน คือ สุขภาพ การมีส่วนร่วม และความมั่นคง ทั้งนี้ จากการศึกษาดัชนีพลังผู้สูงอายุ ปี 2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าไทยมีคะแนนรวม 64.6 โดยด้านที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการมีส่วนร่วมในสังคม ซึ่งมีคะแนนต่ำสุดเพียง 41.3 ขณะที่ผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 80 ที่ยังทำงานอยู่เป็นแรงงานนอกระบบ ขาดหลักประกันและสวัสดิการพื้นฐาน สะท้อนถึงช่องว่างเชิงนโยบายที่ต้องเร่งแก้ไข
กมธ. จึงได้จัดทำข้อเสนอแนะใน 3 ด้าน ด้านนโยบาย เสนอให้กำหนดการขยายอายุเกษียณโดยยึดศักยภาพแทนอายุเป็นวาระแห่งชาติ พัฒนาระบบฐานข้อมูลและจัดหางานผู้สูงอายุแบบบูรณาการ ออกมาตรการจูงใจให้มีบุตรและขยายศูนย์เด็กเล็กให้ทั่วถึง ปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพ ยกระดับระบบสุขภาพปฐมภูมิ และนำแนวคิดเมืองเป็นมิตรกับผู้สูงอายุมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับผู้สูงอายุและคนพิการอย่างเท่าเทียม
ด้านกฎหมาย เสนอให้แก้ไขนิยาม "ผู้สูงอายุ" ในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 จากอายุ 60 ปี เป็น 65 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เพิ่มบทบัญญัติบังคับให้สถานประกอบการจ้างงานผู้สูงอายุตามสัดส่วนพร้อมจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการจ้างงานในแนวทางเดียวกับกฎหมายคนพิการ แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพิ่มนิยาม "ลูกจ้างสูงอายุ" พร้อมกำหนดมาตรการคุ้มครองที่ชัดเจน ปรับมาตรการลดหย่อนภาษีให้นายจ้างได้สิทธิกว้างขึ้น และปรับปรุงกฎหมายสิ่งอำนวยความสะดวกให้รองรับสังคมสูงวัย พร้อมเพิ่มบทลงโทษผู้ไม่ปฏิบัติตาม
และด้านกิจกรรม เสนอให้จัดอบรมเพิ่มพูนทักษะแรงงานอายุ 50 ปีขึ้นไป พัฒนาแพลตฟอร์มกลางเชื่อมฐานข้อมูลผู้สูงอายุเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมและอาสาสมัครในระบบเดียว รณรงค์เปลี่ยนภาพลักษณ์ผู้สูงอายุจาก "ภาระ" สู่ "พลังของสังคม" ส่งเสริมการรวมกลุ่มเครือข่ายชมรม และพัฒนาทักษะดิจิทัลพร้อมจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลในชุมชนทั่วประเทศ
ด้าน สมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในหลายประเด็น อาทิ นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สว. ได้เสนอให้รัฐบาลยกเลิกใช้เกณฑ์เกษียณที่อายุ 60 ปี แต่ให้ประเมินตามศักยภาพ และเพิ่มการลงทุนศูนย์เด็กเล็กทุกตำบล เพื่อสร้างแรงงานคุณภาพในอนาคต ควบคู่กับการแก้ พร.บ. คุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุมกลุ่มนอกระบบ และกำหนดโควตาจ้างงานในท้องถิ่นและลดหย่อนภาษีบริษัทที่จ้างผู้สูงอายุแบบไม่มีเพดานด้วยขั้นตอนที่ง่าย นอกจากนี้ควรมีอาสาสมัครดิจิทัลให้คนรุ่นใหม่สอนผู้สูงอายุใช้เทคโนโลยีสร้างรายได้เพื่อลดช่องว่างระหว่างวัย พร้อมพัฒนาเมืองตามหลัก Universal Design ผลักดันท้องถิ่นปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ อย่างเช่น โมเดลเมืองรั้วต่ำ จ.น่าน เพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยและพึ่งพาตนเองได้
ขณะที่ ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ สว. เสนอ 3 กลยุทธ์เร่งด่วนในการรับมือวิกฤตโครงสร้างประชากร ได้แก่ 1.การปรับปรุงกฎหมายเกษียณอายุโดยยึดศักยภาพแทนอายุ และมอบสิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่าแก่นายจ้างที่จ้างงานผู้สูงอายุ 2. พัฒนาแพลตฟอร์มบูรณาการข้อมูลเพื่อจัดหางาน ปรับสภาพแวดล้อมตามหลักอารยสถาปัตย์ พร้อมจัดตั้งสถานีชีวาภิบาลในชุมชน และ 3. ยกระดับทักษะดิจิทัลสำหรับแรงงานอายุ 50 ปีขึ้นไป พร้อมรณรงค์ปรับทัศนคติสังคมให้มองผู้สูงอายุเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมแทนการเป็นภาระ
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง