นายสาธิต วงศ์อนันต์นนท์ ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้รับมอบหมายจาก นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา และนางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา ให้เข้าร่วมแสดงเจตนารมณ์และวิสัยทัศน์ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก ภายในงานสัมมนาเส้นทางและกลยุทธ์ลดคาร์บอนสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (DECARBONIZATION PATHWAY & NET ZERO STRATEGIES) ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ซึ่งจัดโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมกับ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (วีกรีน) คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
นายสาธิต กล่าวว่า ภาคการเมืองไทยมีความตื่นตัวและคำนึงถึงการลดภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี พ.ศ. 2567 รัฐสภา โดยประธานรัฐสภาในขณะนั้น ได้ประกาศเจตนารมณ์มุ่งสู่การเป็น Green Parliament หรือรัฐสภาสีเขียวอย่างยั่งยืน โดยวางเป้าหมายบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2032 ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่รวดเร็วกว่าที่รัฐบาลไทยกำหนด และมุ่งหวังจะเป็นรัฐสภาแห่งแรก ๆ ของโลกที่บรรลุเป้าหมายนี้ได้สำเร็จ เนื่องจากอาคารรัฐสภาไทยเป็นอาคารรัฐสภาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่มากกว่า 120 ไร่ และพื้นที่ใช้สอยมากกว่า 400,000 ตารางเมตร จึงส่งผลให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณมาก รัฐสภาจึงได้จัดทำแผนแม่บทเพื่อบรรลุเป้าหมายภายในปี 2032 โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ปีละ 14% ผ่านการดำเนินงานหลากหลายรูปแบบ เช่น โครงการลดคาร์บอน Race to Zero โครงการสภาไทยไม่เทรวม การจัดระบบรถรับส่งเจ้าหน้าที่เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ตลอดจนแผนการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงานสะอาดมาใช้ภายในอาคาร นอกจากการจัดการภายในองค์กรแล้ว รัฐสภายังคงเดินหน้าภารกิจด้านนิติบัญญัติในการผลักดันกฎหมายสำคัญที่จะช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... และ ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. .... (หรือร่าง พ.ร.บ. ลดโลกร้อน) เพื่อเสริมสร้างกลไกทางกฎหมายที่เข้มแข็งในการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างยั่งยืน
นายสาธิต กล่าวด้วยว่า การปักหมุดเป้าหมายบรรลุ Net Zero ภายในปี 2032 ของรัฐสภา ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายระดับประเทศถึง 18 ปี คือการประกาศเจตนารมณ์อันแน่วแน่ ว่ารัฐสภาไทยเป็นพื้นที่แห่งความหวังและต้นแบบที่จับต้องได้ พร้อมทั้งเป็นการส่งสัญญาณสำคัญไปยังทุกภาคส่วนว่าการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องอาศัยกฎหมายที่เข้มแข็งและการปฏิบัติที่จริงจังจากทุกฝ่าย ในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคแห่งความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว / เรียบเรียง