นายกมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา กล่าวถึงพัฒนาการของระบบการศึกษาไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมและบทบาทครูที่เปลี่ยนไป โดยย้อนถึงช่วงที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า ปัจจุบันการศึกษามีทั้งด้านที่ก้าวหน้าและจุดที่ต้องเร่งแก้ไข ด้านบวกคือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนเข้าถึงระบบการศึกษาได้มากขึ้น อีกทั้งจำนวนเด็กที่ลดลง แม้ดูเหมือนเป็นปัญหา แต่กลับเปิดโอกาสให้ครูดูแลนักเรียนได้ทั่วถึงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญคือคุณภาพการศึกษาและสมรรถนะของเด็กไทยยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะทักษะด้านภาษาและการคิดวิเคราะห์ พร้อมตั้งคำถามว่า ระบบการศึกษาปัจจุบันสามารถพัฒนา เสรีภาพทางความคิด ของเด็กได้เต็มศักยภาพหรือไม่ ซึ่งเห็นว่ายังต้องหารือและกำหนดทิศทางร่วมกันอีกมาก
นายกมล ระบุว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณภาพเด็กยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร อาจมาจากรูปแบบการสอนที่ยังเน้นเนื้อหาและการถ่ายทอดความรู้เป็นหลัก ทั้งที่ในยุคดิจิทัล ความรู้สามารถเข้าถึงได้จากหลายช่องทาง ครูจึงควรปรับบทบาทจาก ผู้ให้ความรู้ เป็น ผู้อำนวยความสะดวก ชี้แนะให้เด็กแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง พร้อมทำหน้าที่เป็นต้นแบบที่ดี ทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ และพฤติกรรม ทั้งนี้ ได้ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ให้วางรากฐานการศึกษาอย่างจริงจังตั้งแต่ต้นทาง เพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ
สำหรับประเด็นที่เด็กบางคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีความรู้เฉพาะด้านมากกว่าครู นายกมล มองว่า ครูไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่าเด็กในทุกเรื่อง แต่ต้องทำหน้าที่ชี้แนะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมนอกห้องเรียน ขณะเดียวกัน ยอมรับว่าครูจำนวนมากต้องแบกรับภาระงานธุรการและการเงินในโรงเรียน ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนการสอนได้เต็มที่ โดยเห็นว่าปัญหานี้เป็นเรื่องเชิงระบบที่กระทรวงและรัฐบาลต้องแก้ไขอย่างจริงจัง ครูควรมีหน้าที่หลักด้านการสอน ส่วนงานอื่นควรมีผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบ พร้อมเรียกร้องอย่าปรับลดงบประมาณด้านการศึกษา เพราะมีงบสนับสนุนอยู่แล้ว ควรนำกลับมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ในประเด็นการลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ นายกมล ระบุว่า เป็นปัญหาเฉพาะบุคคล โดยหลังปี 2548 แนวคิดสิทธิมนุษยชนมีบทบาทมากขึ้น การลงโทษด้วยความรุนแรงไม่ใช่วิธีที่ทำให้เด็กดีขึ้น ตามระเบียบของ กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดโทษนักเรียนไว้ 4 สถาน ได้แก่ ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ และทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์
ส่วนกรณีความผิดร้ายแรงของครู เช่น การล่วงละเมิดทางเพศ ยาเสพติด หรือทุจริต อาจมีโทษถึงขั้นไล่ออก ขณะที่ความผิดด้านจรรยาบรรณมีขั้นตอนดำเนินการตามระเบียบ พร้อมย้ำว่าผู้ปกครองสามารถร้องเรียนหรือแจ้งความได้ หากเห็นว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ
นายกมล ยังกล่าวถึงปัญหาหนี้สินครู แม้เงินเดือนข้าราชการครูอยู่ในระดับค่อนข้างสูง แต่หลายคนมีภาระดูแลครอบครัว รวมถึงภาระทางสังคม จึงเห็นว่าครูควรยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานไว้ เป็นแนวทางดำเนินชีวิต พร้อมย้ำทิ้งท้ายว่า การพัฒนาครูต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตครู ให้มีทั้งความรู้ บุคลิกภาพที่เหมาะสม และความเข้าใจพัฒนาการเด็ก พร้อมมุ่งสร้างเยาวชนให้เป็นคนดีและมีคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง