12 ก.พ. 69 - อนุ กมธ.คลัง จัดสัมมนาโต๊ะกลม ปรับโครงสร้างภาษี เน้นเก็บให้เป็นธรรม ตรงจุด คุ้มค่า ยกผลวิจัยชี้คนไทยไม่พร้อมเสียภาษี เหตุรายได้ต่ำ สวัสดิการรัฐไม่ทั่วถึง 

image

          คณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง ในคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา จัดสัมมนาโต๊ะกลม เรื่อง "ภาษีไทย: ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย" โดยเชิญตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา)
          นางสาวชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ และประธานอนุกรรมาธิการด้านการคลัง กล่าวถึงภาพรวมการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยว่า ทัศนคติของคนไทยต่อการเสียภาษี จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างเกือบ 4,000 คน เมื่อปี 2565 พบว่า 70.9% เต็มใจยื่นแบบเสียภาษี หากได้รับสวัสดิการที่ดีขึ้น และ 69.1% เต็มใจยื่นแบบเสียภาษี หากรายได้ถึงเกณฑ์ ขณะที่ปัจจัยจูงใจให้เสียภาษี คือ มีรายได้มากกว่ารายจ่าย สวัสดิการรัฐทั่วถึง และอัตราการเก็บภาษีไม่สูงเกินไป ส่วนความเป็นธรรมของระบบการเก็บภาษี ไม่ถึง 1 ใน 4 ที่มองว่าเป็นธรรมมากถึงมากที่สุด แต่ในสายตาชาวต่างชาติกลับมองว่าประเทศไทยเป็นสวรรค์ของผู้เสียภาษี เนื่องจากการจัดเก็บภาษีรายได้ของประเทศอยู่ที่เพียง 16% ของ GDP ขณะที่ในเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 18% ประเทศที่ก้าวหน้าอยู่ที่กว่า 20%
          นอกจากนี้ ความท้าทายที่รอรัฐบาลชุดใหม่ ไม่ว่าจะเป็น งบขาดดุลต่อเนื่อง หนี้เพิ่ม ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ และหนี้ธุรกิจ Super-ageine Society เศรษฐกิจถดถอย และ Green economy ต้นทุนทำเศรษฐกิจสีเขียวที่สูงขึ้น และความท้าทายที่สำคัญอีกเรื่อง คือ ความโปร่งใสและการปราบโกง โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 116 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ใน ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2025 โดยมีคะแนนความโปร่งใสเพียง 33 จาก 100 คะแนน ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้า และจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีปัญหาการทุจริตสูง ต่ำกว่าเฉลี่ยทั่วโลกและอยู่ในระดับท้าย ๆ ของอาเซียน
          นางสาวชญาน์นันท์ ชี้ว่า การทุจริตคอร์รัปชัน เป็นอุปสรรคยิ่งใหญ่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเป็นเหตุผลที่คณะอนุกรรมาธิการฯ ทำการศึกษาเรื่องการปรับโครงสร้างภาษี โดยประมาณการการจัดเก็บภาษีตามผลการศึกษา หากดำเนินการอย่างเต็มที่จะได้ภาษีเพิ่มขึ้นอีกปีละ 300,000-350,000 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถทำให้ภาระการกู้เงินของประเทศลดน้อยลง ฐานะทางการคลังดีขึ้น มีเงินไปกับเพื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งนี้ เน้นย้ำว่าการศึกษาดังกล่าวเป็นไปตามแนวคิด "เก็บให้เป็นธรรม เก็บให้ตรงจุด และใช้ให้คุ้มค่า"
            ด้านนายกัมพล สุภาแพ่ง ประธานกรรมาธิการฯ กล่าวเปิดการสัมมนา ว่า ระบบภาษีอากร ถือเป็นกลกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ทั้งในด้านการจัดหารายได้ของรัฐ การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย คณะกรรมาธิการฯ จึงมอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการด้านการคลังและคณะทำงานพิจารณาศึกษาแนวทางการปฏิรูปและการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย โดยเวทีสัมมนานี้ จะได้รับทราบผลการศึกษาดังกล่าว เปิดโอกาสให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ร่วมเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์ ซึ่งจะไปสู่การสังเคราะห์ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายด้านการคลังของประเทศต่อไป
          ขณะที่นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการฯ กล่าวถึงนโยบายภาษีเพื่อแก้ปัญหาด้านประชากรว่า คำกล่าวของชาวต่างชาติที่บอกว่า "ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของนักธุรกิจและ ประชาชน เพราะมีอัตราภาษีที่ต่ำ เป็นเรืองจริง การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% อยู่ในเกณฑ์ต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แม้กฎหมายจะอนุญาตให้เก็บที่ 10% แต่ก็ประกาศลดทุกปี ขณะที่การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มทุก 1% จะมีรายได้เพิ่ม 1.3 แสนล้านบาท หากเพิ่ม 3% คิดเป็นรายได้ 4 แสนล้านบาท หากอยากปิดช่องว่างขาดดุล 7-8 แสนล้านบาท สามารถเก็บภาษีเพิ่ม 5-6 % ซึ่งก็ยังต่ำอยู่ โดยหากรัฐบาลกล้าหาญ สามารถทำได้เลย แต่หากถามประชาชนก็ไม่อยากให้เก็บเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่พร้อม เพราะรายได้ยังต่ำอยู่ ที่สำคัญคือการใช้เงิน ของฝ่ายการเมืองที่ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย ประชาชนจึงรู้สึกเสียดาย ทั้งนี้ การตั้งเป้าหมายในการศึกษาแนวทางปรับโครงสร้างภาษีนี้ ไม่ได้จะสนับสนุนให้เก็บเพิ่ม แต่ต้องมาดูกลไกการจัดเก็บภาษีปัจจุบันว่าใช้ประโยชน์ได้เต็มที่หรือไม่ ซึ่งพบว่ายังมีช่องว่างที่สามารถแก้ไขได้อีกมาก

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง 

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ