22 ม.ค. 69 - 5 พรรคการเมือง ร่วมชอปปิ้งตลาดนโยบาย “Policy Market Place” ดันข้อเสนอประชาชนถึงมือนักการเมือง โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง พร้อมรับมอบสมุดปกขาว “ประชาชนพูด นโยบายเดินหน้า” ปิดฉาก “Policy Watch Connect 2026 เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ”

image

          “Policy Watch Connect 2026 เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา Policy Watch The Active ThaiPBS และเครือข่ายภาคประชาสังคมกว่า 40 องค์กร ณ อาคารรัฐสภา ระหว่างวันที่ 12-22 มกราคม 2569
           สำหรับวันสุดท้าย มีการจัดกิจกรรม “Policy Market Place: เปิดตลาดนโยบาย โค้งสุดท้ายสำหรับพรรคการเมือง” จุดเริ่มต้นของการร่วมสร้างวัฒนธรรมสนทนานโยบายสาธารณะ ระหว่างภาคประชาชนกับคนทำนโยบายและพรรคการเมือง ในรูปแบบแลกเปลี่ยนข้อเสนอและการตอบรับร่วมกับฝ่ายการเมือง โดยให้ความสำคัญกับการรับฟัง ความคิดเห็น และข้อมูล ด้วยการเปิดใจและไว้วางใจ โดยมีตัวแทนพรรคการเมือง จำนวน 5 พรรค ได้แก่ นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ผู้อำนวยการด้านนโยบายและวิจัย Academy พรรคเพื่อไทย ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกฯ และรองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พรรคประชาธิปัตย์ นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบาย พรรคประชาชน นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม ร่วมกิจกรรมและรับมอบสมุดปกขาว “ประชาชนพูด นโยบายเดินหน้า: สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายจาก Policy Watch Connect 2026” จากรองศาสตราจารย์ ดร. อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
          จากนั้นตัวแทนพรรคการเมืองได้ร่วมชอปปิ้งนโยบายของจาก 5 ร้านค้า สะท้อน 5 วิกฤตของประเทศไทย โดยรวม 80 ข้อเสนอจาก 12 เวทีการประชุม ได้แก่ “โครงสร้างการเมืองและการกระจายอำนาจ” “รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และประชามติ” “การจัดการภัยพิบัติ” “ความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม” “ปฏิรูประบบสุขภาพ” “การต่างประเทศ ความมั่นคงไทยในอนาคต” “สังคมสูงวัยขั้นสุด” “ความเหลื่อมล้ำ – รัฐสวัสดิการ” “เศรษฐกิจคนตัวเล็ก” “การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์” “รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน” “สกัดเส้นเงิน ทุนสีเทา”
          ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยะพงษ์ บุษบงก์ อาจารย์และนักวิชาการประจำสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ตลาดนโยบายนี้ เป็นการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนได้ส่งความเห็นหรือข้อเสนอไปยังพรรคการเมือง โดยคาดหวังให้นักการเมืองรับฟังเสียง เชิญชวนให้สังคมมาร่วมจับตา ว่าภาคประชาชนสามารถเดินคู่ขนานผลักดันนโยบายร่วมไปกับพรรคการเมืองได้ ช่วยกันสร้างประเทศ หวังจะเป็นแรงบันดาลใจให้เครือข่ายหรือภาคประชาชนอื่น ๆ ได้เปิดตลาดลักษณะนี้ ที่ไม่ต้องสนใจว่าอำนาจคืออะไร  เหมือนการเดินตลาด ที่สนใจแต่สินค้า  
          ทั้งนี้ ภายหลังชอปปิ้งตลาดนโยบายเสร็จสิ้น ตัวแทนแต่ละพรรคการเมือง ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเหตุผลในการเลือกชอปปิ้งนโยบายนั้น ๆ เริ่มจากนาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ ตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม เลือกนโยบายการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ เป็นวาระแห่งชาติ การศึกษาฐานสมรรถนะของมนุษย์จะเป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้เยาวชนมีความชัดเจนว่าจะเติบโตและแข็งแกร่งในด้านใด เมื่อเติบโตไปมีความรู้แล้วได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก จะทำให้มีความแข็งแรงเป็น Man power การส่งเสริมการเรียนรู้รายบุคคล เมื่อมีโปรไฟล์ที่ชัดเจนว่าสนใจอะไรจะสามารถมุ่งไปสู่การเป็นมืออาชีพในเรื่องนั้น ๆ ได้ จะทำให้สามารถสร้างคนที่มีทักษะขั้นสูง ครอบคลุมทั้งหมด ไม่ใช่หมายถึงเรื่องวิชาเรียน อาจจะเป็นนักกีฬา นักดนตรี และสุดท้ายต้องปฏิรูประบบเรื่องแรงงานและทักษะไปพร้อมกันด้วย
          ด้านนายอรรถวิชช์ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ถูกใจนโยบายการศึกษา โดยระบุว่านโยบายการศึกษาสำคัญที่สุด แต่หาเสียงไม่ได้ เพราะคนไม่ค่อยฟัง ซึ่งเมื่อหาเสียงสาธารณะนั้นพูดยาก ต้องซึมอยู่ข้างในใจ และที่ชอบมากอีกเรื่อง คือ เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ว่า “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย” สมัยที่ตนเป็นประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รู้สึกหนักใจกับกฎหมายการจัดการกากอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก ซึ่งประเทศไทยแปลกมาก หากใครนำขยะไปทิ้งจะไม่มีคนไปดูแล เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ ต้องขอเบิกงบกลาง ที่มีความล่าช้า ทำให้เกิดสารพิษไหลลงสู่แม่น้ำ และ 10 กว่าปีที่ผ่านมา พบว่ามีโรงงานเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงเป็นปัญหาที่น่ากังวล และต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน  
          ขณะที่นายเดชรัตน์ จากพรรคประชาชน กล่าวว่า สิ่งที่ประทับใจที่สุด คือ 10 โมเดล ที่รวบรวมข้อเสนอจากเวทีการประชุม โดยมองว่าการจะทำให้สำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อาจจะไม่เพียงพอ แต่ต้องทำทุกเรื่องไปด้วยกัน หลายข้อเสนอทำความเชื่อมโยงกันได้ดีมาก ส่วนสิ่งที่โฟกัส คือ “การเลือก” แต่จะทำให้สำเร็จมองว่าอยู่ที่ “การร่วม” มากกว่า สิ่งที่แต่ละพรรคเลือกเหมือนกันไม่ได้หมายความว่าเลือกแล้วจะเกิดขึ้นจริง หากไม่ร่วมมือกันให้ดี จากทั้งในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐบาล และประชาชน โดยหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ สิ่งที่ท้าทายคือเราจะร่วมมือกันได้อย่างไรให้สิ่งที่เลือกปรากฏจริง
          ส่วน ดร.การดี จากพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนว่า ถ้าต้องเลือกนโยบายใดนโยบายหนึ่ง อยากทำทุกอย่าง แต่การทำงานไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายการเมืองอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงภาคประชาชน คิดว่าหลายอย่างเกิดขึ้นจากจิตสำนึกของทุกคนที่อยู่ในการเมือง อาจจะไม่ได้ต้องการส่งต่อนโยบายว่าทำได้แล้ว แต่อยากที่จะมามองร่วมกันว่าอนาคตของลูกหลานจะเป็นอย่างไร อยากเพิ่มเป็นร้านค้า ร้านที่ 6 ว่าผู้ใหญ่อย่างเราจะรับผิดชอบและสัญญาว่าจะไม่ปล้นอนาคตของลูกหลานในอีก 10 ปีข้างหน้าได้อย่างไร เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่จะทำงานด้วยกัน เป็นสิ่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ใหญ่รุ่นเรา
          นายกฤกดิกร จากพรรคเพื่อไทย กล่าวปิดท้าย โดยตั้งคำถามว่า รัฐและนโยบายของรัฐมีไว้เพื่ออะไร ซึ่งคิดว่ารัฐไม่ได้มีหน้าที่กำหนดฝันให้ประชาชน แต่มีหน้าที่สร้างฐาน เพื่อให้ประชาชนกล้าที่จะฝันได้ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ต้องตั้งหลักให้ดี รัฐอยู่กับสิ่งที่มีและความเป็นจริง เพื่อสร้างให้คนกล้าที่จะฝัน เราปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มที่แล้ว หากไม่หาทางทำให้ผู้สูงวัยมีชีวิตที่ดีขึ้นและสร้างฐานที่มั่นคงเพื่อให้ผู้สูงวัยกลับมากล้าฝันได้อีกครั้ง ไม่มีทางที่ประเทศจะโตได้ เช่นเดียวกันกับผู้พิการ ทั้งการสร้างพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ดิจิทัล ทั้งนี้ เห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างชีวิตที่มั่นคงให้พวกเขา โดยไม่ต้องแบมือง้อรัฐอยู่ตลอดเวลา

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง

 

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ