13 ม.ค.69 - กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ร่วมเครือข่ายนโยบายสาธารณะ จัดเสวนา รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และประชามติ นักวิชาการวิเคราะห์ประชาชนยังไม่ปักใจเลือกพรรคใด ชี้นโยบายเศรษฐกิจยังไม่ตอบโจทย์ชีวิต ขณะที่ภาคประชาชนตั้งคำถามบทบาท กกต. เรียกร้องเปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตประเทศ

image

        โครงการเสวนาเรื่อง Policy Watch Connect 2026 เชื่อมผู้ผลักดันนโยบายสาธารณะ สู่การจับตาการเลือกตั้ง วันที่ 2 ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมืองการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ(The Active) ไทยพีบีเอส สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีการเสวนา หัวข้อ Policy Forum รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง และประชามติ โดยมี  ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิวีวอทช์ (WE WATCH) นายณัชปกร นามเมือง เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) นางสาวธนิสรา เรืองเดช ผู้ร่วมก่อตั้ง Wevis ร่วมเสวนา และมีสมาชิกวุฒิสภา ภาคประชาชน ร่วมรับฟัง ณ ห้องริมน้ำ 102-104 ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (โซนกลาง) 

         ศาสตราจารย์ สิริพรรณ ได้วิเคราะห์ถึงพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งในช่วงที่ผ่านมา ที่ออกมาใช้สิทธิน้อยลง มองว่า ทุกพรรคการเมืองต่างมีจุดอ่อน มีข้อบกพร่องทั้งสิ้น ซึ่งข้อมูลด้านลบเหล่านี้เป็นเหตุทำให้ประชาชนไม่ปักใจเลือกใครอย่างเด่นชัด ไม่ใช่เหตุผลความเบื่อหน่ายการเมืองเท่านั้น แต่ประชาชนกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะใช้เวลาในการประมวลข้อมูล ก่อนการตัดสินใจ ด้วยความระมัดระวังรอบคอบ  สิ่งที่ตนมีความกังวลเรื่องการรับรู้ข้อมูลก่อนการตัดสินใจเลือกตั้งคือ ปัจจุบันจะเห็นว่าขณะนี้มีโพลจำนวนมาก ที่ออกมาจากสำนักต่างๆ แต่ผลวิเคราะห์กลับไม่เหมือนกัน นั่นหมายถึงความไม่เที่ยงตรง หรือมีการรักและเลือกข้างของสำนักฯโพลล์เอง ซึ่งประเด็นนี้ประชาชนจะต้อง มีความรู้เท่าทันในการรับสื่อ ทั้งนี้มองว่า การออกเสียงประชามติครั้งนี้ ยังเห็นการรณรงค์น้อยมาก ซึ่งกกต.ควรมีบทบาทในการรณรงค์เชิงรุก แต่แทบไม่เห็นบทบาทนี้จาก กกต. 

         ศาสตราจารย์ สิริพรรณ กล่าวด้วยว่า จากการสังเกตนโยบายหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองยังไม่มีนโยบายของพรรคไหนตรงใจประชาชน เรื่องแก้ปัญหาปากท้อง ยังไม่เห็นนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม แท้จริงประชาชน ไม่ได้ต้องการนโยบายแจกเงินครั้งเดียวแล้วจบ แต่รอรอโอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี จบการศึกษาแล้วมีงานรองรับ 

         ขณะที่  นายณัชปกร  กล่าวว่า ความตื่นตัวของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้มองว่าดีขึ้น จากตัวเลขผู้ลงทะเบียนนอกเขตจังหวัด นอกราชอาณาจักรที่ผ่านมา กว่า 800,000 คน แต่ที่น่าเสียดายคือ ประชาชนกลุ่มนี้จะไม่สามารถลงประชามติได้เนื่องจากการตั้งหลักเกณฑ์ให้ลงประชามติได้ในวันที่ 8 กุมพาพันธ์ เท่านั้น ต้อวการทราบว่า กกต.จะรับผิดชอบ 800,000 คน ที่หายไปในส่วนนี้อย่างไร ตนเชื่อว่า คนในสังคมส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2560 นั้นมีปัญหาอย่างไร และหากต้องการได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ต้องการอยู่ในอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันแบบเดิมๆ  หากอยากเป็นผู้กำหนดอนาคตประเทศ ขอเรียกร้องให้ประชาชนต้องออกมาเปิดประตู 3 บาน นั่นคือ การออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง และลงประชามติ กา 3 ใบ เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ 

         ด้าน นายพงษ์ศักดิ์ เสนอแนะการทำหน้าที่ของ กกต.ในการปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ว่า กกต.ควร ทำให้ประชาชนรู้ถึงสิทธิหน้าที่และข้อมูลข่าวสารอย่างเพียงพอ รอบด้านในการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ รวมถึงสร้างความรับรู้ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิ์ เลือกตั้ง เช่น การเข้าใจในกระบวนการ เลือกตั้งล่วงหน้า การลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร หรือ จัดระบบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการในการเข้าถึงการเลือกตั้งได้ ซึ่งที่ผ่านมาเห็นว่ากกตอย่างทำหน้าที่ตรงนี้น้อยมาก

         ด้านนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชนสิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมแสดงคงามคิดเห็นว่า  เรื่องของความหวัง หลายคนเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ค่อนข้างแตกต่างจากการเลือกตั้งในปี 66 พอสมควร ในแง่ของความรู้สึกของประชาชน ในแง่ของความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่น่าแปลก เพราะการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา พรรคที่ชนะการเลือกตั้งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ตนยังมีข้อสงสัยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคที่ชนะการเลือกตั้งจะสามารถจัดตั้งเป็นรัฐบาลได้หรือไม่ ซึ่งไม่ได้มีข้อผูกมัดว่าพรรคที่ไม่ได้ชนะอันดับหนึ่งจะรวมกันและจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้ว สิ่งที่ตนอยากตั้งข้อสังเกตุไว้คือ การเข้าคูหาเลือกตั้งครั้งนี้ กล่องคูหาของการลงประชามติ ตนมองว่าสำคัญกว่ากล่องเลือกตั้ง ตนมองว่าถ้าไม่สามารถผลักดันไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ก็คงหนีไม่พ้นจากวังวนเดิมๆ

 

อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ