นายอภินันท์ เผือกผ่อง รองประธานกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา กล่าวถึงบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท ไทยในการพัฒนาเมือง โดยมองว่า ยังไม่เข้มแข็งเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากท้องถิ่นยังมีข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่ราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่มีหน่วยงานตั้งอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก อีกทั้งข้อจำกัดด้านรายได้ โดยท้องถิ่นมีแหล่งรายได้ 3 ทาง ได้แก่ รายได้ที่จัดเก็บเอง รายได้ที่รัฐจัดสรร และเงินอุดหนุนจากรัฐ แต่รายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเองมีเพียงประมาณร้อยละ 10 ขณะที่กฎหมายกำหนดให้รัฐจัดสรรรายได้ให้ท้องถิ่นร้อยละ 35 แต่ปัจจุบันจัดสรรได้เพียงร้อยละ 29 ส่งผลให้ท้องถิ่นมีงบประมาณจำกัด และไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่
นายอภินันท์ เห็นว่า จุดแข็งของท้องถิ่นไทยคือ ผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในพื้นที่ ทำให้เข้าใจบริบท ปัญหา และความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้การกำหนดนโยบายและการแก้ไขปัญหาตรงจุดและมีประสิทธิภาพ แตกต่างจากการบริหารของราชการส่วนกลางที่อาจไม่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
นายอภินันท์ ยังเปรียบเทียบท้องถิ่นไทยกับประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ว่า ท้องถิ่นของประเทศเหล่านั้นมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาเมืองมากกว่า ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การใช้ประโยชน์ที่ดิน การจัดทำผังเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว คล่องตัว มีประสิทธิภาพ และตรงกับความต้องการของประชาชน
ขณะที่ปัญหาหลักที่ทำให้ท้องถิ่นไทยไม่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองได้อย่างเต็มศักยภาพ คือ การรวมศูนย์อำนาจ และข้อจำกัดของระบบกฎหมาย ซึ่งอำนาจกว่าร้อยละ 70–80 ยังอยู่ที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ขณะที่ท้องถิ่นมีอำนาจเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น อีกทั้งกฎหมายหลายฉบับยังไม่เอื้อต่อการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง
นายอภินันท์ ระบุว่า ภารกิจหลายด้านที่ควรให้ท้องถิ่นดำเนินการเอง เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกช่วงวัย การดูแลผู้สูงอายุ การดูแลเด็ก และงานพัฒนาสังคม ซึ่งยังคงอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงหลายกระทรวงที่ยังคงรวมอำนาจ งบประมาณ และบุคลากรไว้ที่ส่วนกลาง ส่งผลให้ท้องถิ่นไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน ระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจยังไม่สอดรับกับแนวคิดการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ท้องถิ่น ทำให้ท้องถิ่นยังไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ นายอภินันท์ จึงเห็นว่า ประเทศไทยควรปรับสมดุลการบริหารราชการ โดยเฉพาะเมืองขนาดใหญ่ ควรมีการถ่ายโอนอำนาจและภารกิจจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้กับท้องถิ่นมากขึ้น เช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศที่ไม่มีระบบราชการส่วนภูมิภาค และมีเพียงราชการส่วนกลางและราชการส่วนท้องถิ่นเท่านั้น พร้อมให้อิสระในการกำหนดนโยบาย ผังเมือง และยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ รวมถึงการใช้ประโยชน์ที่ดินในเมือง
ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการฯ อยู่ระหว่างศึกษารูปแบบท้องถิ่นรูปแบบพิเศษและเมืองพิเศษ เพื่อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล โดยมีการศึกษาเมืองนำร่อง 4 แห่ง ได้แก่ หาดใหญ่ เกาะสมุย แม่สอด และมาบตาพุด ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญด้านเศรษฐกิจและการสร้างรายได้ให้กับประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาแนวคิดจังหวัดปกครองตนเองด้านการท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ตและเชียงใหม่ ซึ่งมีรายได้จากการท่องเที่ยวสูง แต่ท้องถิ่นยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง