9 ม.ค. 2569 – ทนายความของ พลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ หักพาล ยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา ขอให้พิจารณาเสนอประธานศาลฎีกาแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตามรัฐธรรมนูญ หลังเห็นว่าคดีมีกรรมการ ป.ป.ช.เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบกันเองได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงอำนาจการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจและกระบวนการดำเนินคดีที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย

image

          นายสัญญาพัชระ สามารถ ทนายความของพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือบิ๊กโจ๊ก เข้ายื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา ในฐานะประธานรัฐสภา ผ่านกลุ่มงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานวุฒิสภา เพื่อร้องขอความเป็นธรรมและให้ตรวจสอบการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

          นายสัญญาพัชระ ระบุว่า ได้รับมอบอำนาจจากพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ ให้ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาในฐานะประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณาลงความเห็นเสนอประธานศาลฎีกาแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากคดีดังกล่าวมีกรรมการ ป.ป.ช.เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งไม่อาจดำเนินการตรวจสอบโดยองค์กรเดียวกันได้ ทนายความกล่าวว่า ในสำนวนคดีมีผู้ถูกกล่าวหารวม 6 คน โดยพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนและรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อหรือมอบทองคำให้แก่บุคคลใด ทั้งนี้ ตั้งข้อสังเกตว่าอำนาจของพนักงานสอบสวนตำรวจในคดีที่เกี่ยวข้องกับกรรมการ ป.ป.ช. ตามกฎหมาย มีเพียงการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่อำนาจสอบสวนเต็มรูปแบบ

นายสัญญาพัชระ ยังระบุว่า กรณีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งกำหนดให้การดำเนินการต้องเริ่มจากรัฐสภา โดยมีช่องทางให้ประธานรัฐสภา สมาชิกสภาอย่างน้อยหนึ่งในห้า หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20,000 คน เข้าชื่อเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ หากพบว่ามีมูลอาจส่งต่อให้อัยการสูงสุดดำเนินการต่อไป

          สำหรับคำถามว่ากรณีนี้เคยมีการตั้งคณะไต่สวนอิสระลักษณะเดียวกันมาก่อนหรือไม่ นายสัญญาพัชระ กล่าวว่า ยังไม่เคยมีกรณีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ระดับกรรมการ ป.ป.ช.โดยตรงมาก่อน จึงถือเป็นกรณีแรก และเป็นดุลพินิจของประธานรัฐสภาที่ต้องพิจารณาตามกรอบกฎหมาย

          ส่วนกระแสสังคมและภาพลักษณ์ของพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์ นายสัญญาพัชระ ชี้ว่า ภาพจำทางสังคมกับกระบวนการยุติธรรมเป็นคนละส่วน การพิจารณาคดีต้องยึดพยานหลักฐานและขั้นตอนตามกฎหมาย ไม่สามารถตัดสินจากความรู้สึกหรือกระแสสาธารณะได้ พร้อมยืนยันว่าการยื่นเรื่องครั้งนี้ไม่ใช่การประวิงเวลา แต่เป็นการเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมเริ่มต้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม


คริส  พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ