นายธัญธร ธนินวัฒนาธร โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวร่วมกับผู้แทนกรมทรัพย์สินทางปัญญาและกรมวิชาการเกษตร เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเศรษฐกิจ รวมถึงการบริหารจัดการสิทธิ์ในผลงานวิจัยและการนำไปใช้ประโยชน์ หลังประชาชนให้ความสนใจกรณีพันธุ์กะเพราแก้วจุรี 01-04 โดยระบุว่า คณะกมธ.ซึ่งมีนางฐิติมา ฉายแสง เป็นประธาน ได้ศึกษาประเด็นดังกล่าว และเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
นายธัญธร กล่าวว่า กรณีพันธุ์กะเพราแก้วจุรี 01-04 เป็นการรับจ้างวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้แก่บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ซึ่งสนับสนุนทุนวิจัยประมาณ 5.5 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาพันธุ์กะเพราให้มีกลิ่นสม่ำเสมอ ใบใหญ่และหนาขึ้น เหมาะสำหรับการผลิตอาหาร โดยใช้วิธีคัดเลือกพันธุ์และเทคนิคเพิ่มชุดโครโมโซม รวมถึงศึกษาการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ทั้งนี้ สิทธิ์ในตัวพันธุ์พืชเป็นของบริษัท ซีพีแรม ส่วนคู่มือการปลูกและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องเป็นของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้เผยแพร่ต่อสาธารณะแล้ว นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนินการขออนุญาตและจัดทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองและพันธุ์พืชป่าเพื่อการวิจัยตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดแล้ว
สำหรับการคุ้มครองตามกฎหมาย นายธัญธรย้ำว่า เป็นการคุ้มครองเฉพาะพันธุ์กะเพราที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทุกสายพันธุ์ โดยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งพิจารณาจากคุณสมบัติด้านความใหม่ ความแตกต่าง ความสม่ำเสมอ และความคงตัวของลักษณะประจำพันธุ์ ขณะที่กฎหมายสิทธิบัตรมีขอบเขตการคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นหรือกรรมวิธีที่เข้าเงื่อนไข ไม่ครอบคลุมพืชหรือสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
ด้านผู้แทนกรมทรัพย์สินทางปัญญาชี้แจงเพิ่มเติมว่า พืช สัตว์ สายพันธุ์พืช สารสกัด ดอก ราก และเมล็ด ไม่สามารถขอรับสิทธิบัตรได้ แต่หากเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือกรรมวิธีใหม่ในการปรับปรุงพันธุ์ สามารถขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรในส่วนของกรรมวิธีได้ ส่วนผู้แทนกรมวิชาการเกษตรยืนยันว่า การคุ้มครองตามกฎหมายครอบคลุมเฉพาะพันธุ์กะเพราแก้วจุรี 01-04 เท่านั้น ไม่กระทบต่อกะเพราพันธุ์พื้นเมืองทั่วไป ส่วนการนำพันธุ์กะเพราที่ได้รับความคุ้มครองไปใช้ประโยชน์ ประชาชนและเกษตรกรสามารถนำไปปลูกเพื่อบริโภค รวมถึงจำหน่ายใบ กิ่ง และผลผลิตได้ตามปกติ แต่หากต้องการขยายพันธุ์เพื่อทำฟาร์มจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ในเชิงพาณิชย์และแข่งขันกับเจ้าของพันธุ์ จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพันธุ์ก่อน โดยผู้ประกอบการที่จำหน่ายส่วนขยายพันธุ์จะต้องติดฉลากแสดงว่าเป็นพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ คณะกมธ.เสนอให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความกังวลของประชาชน
ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
