นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันดิจิทัลไทย ในคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการรวบรวมข้อมูลร่วมกับกรมสรรพากรและธนาคารแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการใช้บริการและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างประเทศของไทย ว่าข้อมูลในปีงบประมาณ 2568 พบว่าคนไทยและภาคธุรกิจจ่ายค่าบริการดิจิทัลแก่ผู้ให้บริการต่างประเทศประมาณ 2.6 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละกว่า 700 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3 แสนล้านบาทในอนาคต ส่วนบริการที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุดคือโฆษณาออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น Facebook และ TikTok รวมกว่า 115,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 44 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีบริการแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพลง เกม ภาพยนตร์ ปัญญาประดิษฐ์ และระบบคลาวด์ ซึ่งตลาดไทยยังพึ่งพาผู้ให้บริการต่างประเทศในสัดส่วนสูง
ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการประเมินตัวเลขดังกล่าวจาก 2 ฐานข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (VAT e-Service) ซึ่งมีผู้ประกอบการต่างประเทศขึ้นทะเบียนกว่า 260 ราย และข้อมูลการจ่ายเงินของภาคธุรกิจไปยังต่างประเทศ
นายภาวุธ ระบุว่าข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยยังแสดงให้เห็นว่า ไทยขาดดุลบริการดิจิทัลประมาณ 3.8 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการระบุว่าสูงที่สุดในอาเซียน ขณะที่รัฐจัดเก็บภาษีจากบริการดังกล่าวได้ไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาท พร้อมเปรียบเทียบว่า ค่าใช้จ่ายบริการดิจิทัลต่างประเทศมีมูลค่าสูงกว่ารายได้จากการส่งออกข้าวของไทยทั้งปี ซึ่งอยู่ที่เกือบ 2 แสนล้านบาท คณะอนุกรรมาธิการจึงเสนอ 5 แนวทาง ได้แก่ ให้กรมสรรพากรและกระทรวงการคลังจัดทำรายงานเงินที่ไหลออกจากการใช้บริการดิจิทัลเป็นประจำทุกปี ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดทำสถิติการชำระค่าบริการดิจิทัลข้ามพรมแดนแยกตามประเภท ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมโยงทะเบียนบริการดิจิทัลให้อยู่ในระบบเดียวกัน
นอกจากนี้ เสนอให้หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรมร่วมสนับสนุนแพลตฟอร์มและซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการไทย รวมถึงขอให้หน่วยงานภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการใช้ซอฟต์แวร์ไทย เพื่อลดการนำเข้าและรักษาเม็ดเงินไว้ภายในประเทศ
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง
