ปธ.รัฐสภา เปิดเวทีสานพลังความปลอดภัยทางถนน หนุนระบบ Safe System ลดเสียชีวิต-บาดเจ็บสาหัสร้อยละ 50 ภายในปี 2573

ลักขณา เทียกทอง

6 ต.ค. 2569 13:57 น.5 ครั้ง
แชร์LINE
ปธ.รัฐสภา เปิดเวทีสานพลังความปลอดภัยทางถนน หนุนระบบ Safe System ลดเสียชีวิต-บาดเจ็บสาหัสร้อยละ 50 ภายในปี 2573

6 ต.ค. 69 - ประธานรัฐสภา เปิดการสัมมนา รัฐสภาไทย สานพลังเพื่อความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 3 ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกับภาคีเครือข่าย สนับสนุนแนวทางระบบที่ปลอดภัย หรือ Safe System และผลักดันกลไกถาวรด้านความปลอดภัยทางถนน มุ่งลดผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บสาหัสอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายในปี 2573

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานเปิดการสัมมนาโครงการ รัฐสภาไทย สานพลังเพื่อความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 3 ณ อาคารรัฐสภา โดยมีพลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วม
พลเอก เกรียงไกร ในฐานะรองประธานกรรมการที่ปรึกษาเพื่อความปลอดภัยทางถนนของรัฐสภา กล่าวรายงานว่าอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่เพียงปัญหาส่วนบุคคลหรือปัญหาจราจร แต่ส่งผลกระทบและสร้างความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน โอกาส และอนาคตของประเทศ แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมาย มาตรการ และกลไกแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง แต่ความสูญเสียบนท้องถนนยังอยู่ในระดับน่ากังวล จึงจำเป็นต้องปรับแนวทางจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปสู่การสร้างระบบที่ปลอดภัย โดยบูรณาการทั้งการออกแบบระบบคมนาคม ถนนและยานพาหนะ การบังคับใช้กฎหมาย และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนน
สำหรับโครงการนี้การเปิดเผยข้อมูลระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมากกว่า 16,000 คนต่อปี และมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีกเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 500,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ การสัมมนาครั้งนี้จึงมุ่งส่งเสริมแนวทางระบบที่ปลอดภัยให้เป็นกรอบหลักในการดำเนินนโยบาย และสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐสภา ฝ่ายบริหาร และภาคีเครือข่าย เพื่อบรรลุเป้าหมายลดผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บสาหัสอย่างน้อยร้อยละ 50 ภายในปี 2573 ตามเป้าหมายทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนนของสหประชาชาติ
ด้าน นายโสภณ กล่าวว่าการแก้ไขปัญหาของประเทศไม่ควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว แต่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องร่วมขับเคลื่อนผ่านการออกกฎหมาย การจัดสรรงบประมาณ และการติดตามตรวจสอบ เพื่อให้ข้อเสนอเชิงนโยบายนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์โลกและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับวิธีคิดและการบริหารจัดการให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง
นายโสภณ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐสภาอยู่ระหว่างขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ ทั้งปัญหายาเสพติด วิกฤตเด็กเกิดน้อยและการพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนการปฏิรูปการศึกษา โดยเห็นว่าปัญหาสังคมส่วนใหญ่มีจุดเริ่มต้นจากครอบครัว ขณะที่สังคมกำลังขาดภูมิคุ้มกันทางความรัก จึงต้องส่งเสริมทักษะชีวิตและพัฒนาคุณภาพชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา พร้อมบูรณาการการทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันย้ำว่า ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะท้องถิ่นต้องมีความเข้มแข็งและดูแลประชาชน ขณะที่ผู้แทนประชาชนต้องมีจิตสาธารณะและร่วมผลักดันงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันว่าจะสร้างความร่วมมือในการทำงานและสนับสนุนการดำเนินงานด้านนิติบัญญัติอย่างเต็มที่
สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการนำเสนอเสียงจากเด็กและเยาวชน การปาฐกถาและแลกเปลี่ยนข้อเสนอจากผู้แทนองค์การอนามัยโลก ภาควิชาการ และภาคีด้านความปลอดภัยทางถนน รวมถึงการเสวนาระดับนโยบายหัวข้อ “การขับเคลื่อนสู่กลไกถาวรด้านความปลอดภัยทางถนนของรัฐสภา” เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในช่วงท้าย นายโสภณนำสมาชิกรัฐสภาและผู้แทนภาคีเครือข่าย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ผู้จัดการแผนงานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลกร่างความปลอดภัยทางถนน ร่วมประกาศ Parliamentary Statement on Safe System for Thailand แสดงเจตนารมณ์สนับสนุนแนวทางระบบที่ปลอดภัยและผลักดันกลไกถาวรด้านความปลอดภัยทางถนน ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการเกี่ยวกับสถานการณ์อุบัติเหตุและการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย พร้อมเขียนข้อความตั้งสติก่อนสตาร์ต เพื่อเตือนใจให้ประชาชนใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง


คริส พุทธชาติ / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง ประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร /ภาพ