นายศุภโชค ศาลากิจ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา พร้อมคณะกรรมาธิการฯ แถลงตั้งข้อสังเกตการติดตามงบประมาณแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้กรมประมง ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตนได้ติดตามปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พร้อมทั้งร่วมผลักดันและรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน รวมถึงติดตามการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด ทั้งนี้ ขอแสดงความยินดีกับประชาชนที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองและศาลแพ่ง จนนำไปสู่คำพิพากษาที่ถือเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหา รวมถึงขอบคุณสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย และอยู่เคียงข้างประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันยังขอบคุณประชาคมคนรักแม่กลองและประชาชนในพื้นที่ ซึ่งร่วมกันติดตามปัญหาปลาหมอคางดำมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการต่อสู้ด้านสิ่งแวดล้อมของภาคประชาชน
สำหรับประเด็นที่ต้องติดตาม มี 2 เรื่องสำคัญ คือ การดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งกำหนดให้กรมประมงดำเนินการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำตามแผนปฏิบัติการปี 2567-2570 ภายในกรอบเวลา 180 วัน โดยตนตั้งข้อสังเกตว่า จากเดิมที่ภาครัฐกำหนดแผนดำเนินการไว้ 4 ปี และมีกรอบงบประมาณประมาณ 450 ล้านบาท แต่ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมเสนอขอใช้งบกลางประมาณ 350 ล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการเร่งด่วนภายใน 180 วัน จึงจำเป็นต้องติดตามว่าการใช้งบประมาณจำนวนดังกล่าวจะเกิดประสิทธิภาพและสามารถแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการเร่งจับปลาหมอคางดำ โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ. 2568 ว่าจะสามารถกำจัดได้ครอบคลุมทั้งปลาขนาดใหญ่ ไข่ และลูกปลาขนาดเล็กหรือไม่ รวมถึงมาตรการปล่อยปลานักล่า การแปรรูป การเฝ้าระวัง การมีส่วนร่วมของประชาชน การใช้นวัตกรรม และการฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งทั้งหมดต้องดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้กรอบเวลา 180 วัน และการเยียวยาประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โดยศาลมีคำสั่งให้กระทรวงมหาดไทยและจังหวัดสมุทรสงครามดำเนินการเกี่ยวกับการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติและการเยียวยา จึงยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่จะใช้พิจารณาว่าพื้นที่ใดเข้าข่ายเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ และประชาชนกลุ่มใดจะได้รับเงินเยียวยา
ขณะเดียวกันขอตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้กรมประมงเคยสุ่มตรวจพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม และพบปลาหมอคางดำประมาณ 8 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์ 10 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร จึงไม่ได้ประกาศให้เป็นพื้นที่ระบาด ดังนั้น จึงต้องติดตามว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ในการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติและการเยียวยาประชาชนอย่างไร รวมถึงพื้นที่อื่นที่ได้รับผลกระทบด้วย
ประธานกรรมาธิการฯ กล่าวย้ำว่า การใช้งบประมาณในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำต้องเกิดความคุ้มค่าและไม่สูญเปล่า โดยเฉพาะมาตรการปล่อยปลานักล่าที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณตัวละ 10 บาท ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนร่วมกันติดตามการดำเนินงานของภาครัฐ ขณะที่ในส่วนของคณะกรรมาธิการฯ เตรียมติดตามการใช้งบประมาณและร่วมมือกับประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง