นายปรีติ เจริญศิลป์ รองประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีข้อมูลทะเบียนราษฎรและข้อมูลยานพาหนะรั่วไหล ภายหลังเชิญผู้แทน 6 หน่วยงานเข้าชี้แจง ได้แก่ กรมการปกครอง กรมการขนส่งทางบก สำนักงานเขตบางกอกน้อย กองทัพบก กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
นายปรีติ กล่าวว่าคณะกรรมาธิการได้รับการชี้แจงจากกรมการปกครอง ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการเจาะฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรโดยตรง แต่เป็นการเข้าควบคุมบัญชีผู้ใช้ระบบตรวจสอบข้อมูลของจิตอาสาบางกลุ่ม โดยระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคมถึง 4 สิงหาคม 2569 มีการเข้าถึงข้อมูลประชาชนไม่เกิน 425 ราย ขณะนี้ได้ระงับระบบดังกล่าวและเพิ่มการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอนแล้ว ขณะที่กรมการขนส่งทางบกระบุว่า มีหน่วยงานรัฐ 22 แห่งได้รับสิทธิ์เชื่อมโยงข้อมูลยานพาหนะ หลังเกิดเหตุพบบางบัญชีเรียกดูข้อมูลในปริมาณสูงผิดปกติ จึงทบทวนสิทธิ์และจำกัดปริมาณการใช้งาน ด้าน สำนักงานเขตบางกอกน้อยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบบัญชีที่ใช้ในงานเทศกิจ ส่วนการทางพิเศษแห่งประเทศไทยชี้แจงว่า การเรียกดูข้อมูลจำนวนมากเป็นการตรวจสอบผู้หลีกเลี่ยงค่าผ่านทางตามปกติ และยังไม่พบข้อมูลรั่วไหลจากระบบของหน่วยงาน สำหรับตำรวจไซเบอร์ระบุว่า ได้รับคำร้องทุกข์เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา และพบการซื้อขายข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง
นายปรีติ กล่าวว่าจากการตรวจสอบพบชื่อผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลรั่วไหล 2 ราย เป็นเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือน แต่ผู้แทนกองทัพบกยังไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ คณะกรรมาธิการจึงส่งหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารบก ขอให้เร่งตรวจสอบและแจ้งผลกลับมา คณะกรรมาธิการยังเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐยกระดับมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่กับการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล พร้อมเร่งให้กรมการปกครองตรวจสอบภายในและรายงานผล หากพบเจ้าหน้าที่รัฐทุจริต ละเลย หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง