5 ก.ค.69 - ประธานกมธ.การเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยความคืบหน้าการติดตามคดี Forex พร้อมเปิดเวทีรับฟังผู้เสียหายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบช่องว่างของกฎหมายที่เอื้อต่อการหลอกลวงลงทุน เตรียมผลักดันแก้ไขกฎหมายโดยเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและการปราบปรามการฟอกเงิน ก่อนการประเมินมาตรฐานของประเทศไทยในปี 2570

image

นายจุติ ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยความคืบหน้าการติดตามคดีการหลอกลวงลงทุนผ่าน Forex ว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ร้องเรียนเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการโดยตรง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งที่ผ่านมา ผู้เสียหายไม่เคยมีโอกาสเข้าชี้แจงในลักษณะดังกล่าว

        จากการรับฟังข้อมูลพบช่องว่างของกฎหมายที่ถูกนำไปใช้เป็นช่องทางหลอกลวงประชาชนให้ร่วมลงทุน ทั้งที่ ธปท. ยืนยันว่า ไม่เคยออกใบอนุญาตให้บุคคลทั่วไปประกอบธุรกิจซื้อขาย Forex ในประเทศไทย โดยอนุญาตเฉพาะการประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเท่านั้น ทั้งนี้ หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ ปปง. จะดำเนินการติดตามและยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาคืนผู้เสียหาย

         นายจุติ กล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลคือบทลงโทษและการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยกฎหมายที่ใช้กำกับดูแลการดำเนินธุรกิจ Forex มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2485 กำหนดโทษปรับสูงสุดเพียง 2,500 บาท และโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ซึ่งเห็นว่าอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงจูงใจให้ผู้กระทำผิดเกรงกลัวต่อกฎหมาย นอกจากนี้ ยังเห็นว่ากฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินกำหนดโทษจำคุกในบางกรณีไว้ในระดับที่ต่ำ เมื่อเทียบกับกฎหมายบางฉบับ เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ทั้งที่คดีฟอกเงินส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศ

         ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการจะเร่งผลักดันการแก้ไขกฎหมายโดยไม่รอขั้นตอนตามปกติ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หลังจาก ธปท. ได้สรุปข้อมูลและข้อเสนอเกี่ยวกับจุดอ่อนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว

          พร้อมกันนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัดการจัดทำกฎหมายลำดับรอง โดยเสนอให้ลดระยะเวลาการดำเนินการจาก 240 วัน เหลือ 120 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่ประเทศไทยจะเข้ารับการประเมินด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในปี 2570 ซึ่งจะพิจารณาทั้งประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและการปรับปรุงกฎหมายเพื่อปิดช่องโหว่ในการกระทำความผิด

อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ