คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย - กัมพูชา วุฒิสภา จัดเวทีสัมมนา เรื่อง "MOU2543 และ MOU2544 : มองอดีต ประเมินปัจจุบัน มุ่งสู่อนาคตของประเทศไทย" โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานเปิดงาน และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล อินนา ประธานกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวรายงาน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กล่าวว่า ปัจจุบัน MOU2543 และ MOU2544 เป็นเรื่องที่สังคมไทยให้ความสนใจ และถูกตั้งข้อสังเกตว่า MOU ทั้ง 2 ฉบับ เป็นประโยชน์ต่อประเทศจริงหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมวุฒิสภา มีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เพื่อศึกษาอย่างรอบคอบ รอบด้าน โดยได้ลงพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ระยะทางชายแดนยาว 798 กิโลเมตร ซึ่ง MOU 2543 เป็นการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญา ฉบับปี ค.ศ. 1907 และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยพบว่าเป็นปัญหา 2 ช่วง คือ ช่วงที่มีหลักเขตแดนชัดเจนช่วงช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษไปจนถึงจังหวัดตราด และอีกช่วงที่เป็นเทือกเขาพนมดงรัก ช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ ถึงจังหวัดอุบลราชธานี ส่วน MOU2544 พื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้ศึกษาดูงานอย่างละเอียดรอบคอบเช่นเดียวกัน
ด้านประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ปัญหาการกำหนดหลักเขตแดนดังกล่าว มีรากฐานจากยุคสยามและฝรั่งเศส ซึ่งมีการใช้แผนที่หลายชุดที่ไม่สอดคล้องกัน การปักปันเขตแดนในประวัติศาสตร์จึงนำมาสู่ข้อพิพาทชายแดนไทยและกัมพูชาในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่เกิดจากการอ้างสิทธิเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทยที่ไม่ตรงกันของทั้ง 2 ประเทศ ดังนั้น จากปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ MOU2543 และ MOU2544 ที่ถูกจัดทำขึ้นมา เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการบริหารและปักปันเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา รวมถึงถึงการสำรวจและพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน
ต่อมา MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้ ถูกนำมาถกเถียงกัน ทั้งในระดับกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ ท่ามกลางความกังวลของประชาชนว่าจะกระทบต่อเขตแดนและทรัพยากรของประเทศไทยหรือไม่ ดังนั้น จึงต้องมีการพิจารณาศึกษาอย่างรอบด้าน ตั้งบนพื้นฐานข้อเท็จริงที่ชัดเจน เพราะการตัดสินใจใด ๆ ย่อมส่งผลต่อประเทศชาติในระยะยาว
เวทีสัมมนานี้ จึงเป็นการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างกว้างขวาง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หน่วยงานด้านความมั่นคง นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และประชาชน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งที่มา เจตนารมณ์ ผลที่เกิดขึ้น และจะได้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ว่าแนวทางใดจะเกิดประโยชน์สุงสุด คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติได้อย่างแท้จริง สอดคล้องกับสนธิสัญญา กฎหมายระหว่างประเทศ หลักการอธิปไตยและหลักสินติวิธี เพื่อจุดมุ่งหมายให้เกิดสันติภาพต่อทั้ง 2 ประเทศ
ทั้งนี้ ข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้จากเวทีสัมมนา โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เช่น นายคำนูญ สิทธิสมาน ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พลเรือเอก พัลลภ ตมิศานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มี นายชิบ จิตนิยม รองโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ดำเนินการสัมมนา จะถูกนำมาศึกษาเพิ่มเติม เพื่อประกอบในรายงาน ก่อนเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง