นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นายเซีย จำปาทอง และ นางสาวธนพร วิจันทร์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และตัวแทนลูกจ้าง แถลงข่าวเรียกร้องความเป็นธรรม กรณีโรงงานพลาสติก ในพื้นที่ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เลิกจ้างพนักงานอย่างไม่เป็นธรรมและหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อลูกจ้างกว่า 400 ชีวิต
นางสาวพนิดา เปิดเผยว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่ามีการเลิกจ้างพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทใช้วิธีเรียกพนักงานเข้าไปพูดคุยเพื่อกดดันให้เซ็นใบยินยอมลาออก เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อแรงงานถึง 400 คน แบ่งเป็นแรงงานต่างด้าวประมาณ 285 คน และแรงงานไทย 115 คน ซึ่งพนักงานบางส่วนที่ยอมเซ็นชื่อได้รับค่าชดเชยไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด ขณะที่ผู้ที่ไม่ยินยอมเซ็นใบลาออก ปัจจุบันยังไม่ได้รับค่าชดเชยใด ๆ ที่ผ่านมาได้หารือร่วมกับนายเซีย จำปาทอง และเข้าพบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเพื่อเปิดพื้นที่ไกล่เกลี่ย แต่จากการนัดหมายเจรจาถึง 2 ครั้ง นายจ้างส่งเพียงทนายความมาเป็นตัวแทน และปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชยทั้งหมด โดยยื่นข้อเสนอจะจ่ายเพียง ร้อยละ 60 เท่านั้น แม้ฝั่งลูกจ้างจะเสนอทางออกให้สามารถผ่อนชำระเป็นงวดได้ แต่นายจ้างได้ปัดตกข้อเสนอดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ จึงได้ยื่นเรื่องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งผู้ว่าฯ ได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเร่งสอบสวนและออกคำสั่งตามขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการติดตามความคืบหน้าของกรณีนี้ว่าเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามนายจ้างได้มีความพยายามนำเสนอข่าวผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ในอีกมุมหนึ่ง โดยอ้างว่าไม่มีการข่มขู่พนักงาน และได้จ่ายเงินชดเชยทั้งหมดแล้วในวงเงิน 40 ล้านบาท แต่ลูกจ้างยืนยันว่าไม่ได้เป็นตามข้อเท็จจริง นอกจากนี้ ลูกจ้างได้ยื่นเรื่องไปยังกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน แต่ยังไม่ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายกำหนด ดังนั้นจึงส่งข้อเรียกร้องต่อพรรคประชาชน เพื่อให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดให้พี่ประชาชนได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม
นายเซีย จำปาทอง กล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์นี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิแรงงานอย่างชัดเจน โดยเรียกร้องไปยัง 2 ส่วนสำคัญ คือขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งการไปยังกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อจัดการปัญหาให้เป็นรูปธรรม และเร่งออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยแก่แรงงานที่เหลือ และขอเรียกร้องไปยังตัวนายจ้างเร่งนำเงินมาจ่ายค่าชดเชย เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อลูกจ้างและสังคมโดยเร็วที่สุด
ขณะที่ตัวแทนผู้ใช้แรงงาน ได้ร่วมสะท้อนความเดือดร้อน โดยระบุว่าบริษัทอ้างเหตุผลเรื่องการขาดทุนและวิกฤตเศรษฐกิจ แต่กลับพบความย้อนแย้งจาก พนักงานฝ่ายบัญชี ที่เปิดเผยว่า ในขณะที่บริษัทเริ่มไล่พนักงานออกช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่ในต้นเดือนมีนาคม นายจ้างกลับซื้อรถยนต์คันใหม่ด้วยเงินสด และเปลี่ยนรถคันใหม่ในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ด้วยเหตุผลเพียงเพราะรถคันเก่านั่งไม่สบาย นอกจากนี้ยังเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศทุกเดือนและเที่ยวต่างจังหวัดทุกสัปดาห์ ซึ่งสวนทางกับข้ออ้างเรื่องสภาวะขาดทุน นอกจากนี้ ตัวแทนพนักงานหลายรายได้เล่าถึงเหตุการณ์สะเทือนใจจากการถูกเลิกจ้างกะทันหัน โดยพนักงานอายุงาน 34 ปี ถูกเรียกตัวเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนถูกสั่งให้ออกจากงานทันทีโดยเสนอเงินให้เพียง 50,000 บาท ทั้งที่ทุ่มเทให้บริษัทอย่างมาก ด้านพนักงานอายุงาน 12 ปี ถูกยื่นข้อเสนอให้รับเงิน 30,000 บาท ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธและยืนยันจะเรียกร้องสิทธิให้ถึงที่สุด แต่นายจ้างกลับท้าทายโดยระบุว่าให้ไปฟ้องร้องเอาเอง
ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง