ที่ประชุมวุฒิสภา พิจารณาร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2568 - 2570 ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและเสนอให้รัฐสภารับทราบ เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางให้หน่วยงานของรัฐนำไปขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะที่ สมช. เป็นหน่วยงานจัดทำร่างนโยบายดังกล่าว ชี้แจงว่าสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความพยายามสร้างความตึงเครียดและบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ รวมถึงการขยายตัวของความขัดแย้งในสังคมและวัฒนธรรม จึงจำเป็นต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในระยะ 3 ปี กำหนดวิสัยทัศน์ให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าสู่ภาวะปกติที่ปราศจากความรุนแรง ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยมีวัตถุประสงค์ 8 ประการ และประเด็นนโยบาย 38 ประเด็น
สำหรับสาระสำคัญของร่างนโยบายที่คณะรัฐมนตรีเสนอให้วุฒิสภารับทราบ ได้แก่ การยุติความรุนแรงในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2570 การบริหารความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุข การพัฒนากระบวนการยุติธรรมและการเยียวยาให้เกิดความเป็นธรรม ทั่วถึง การยกระดับการศึกษาให้สอดคล้องบริบทพื้นที่ การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากควบคู่การดูแลทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่สมานฉันท์ การเสริมความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารภาครัฐให้ตอบโจทย์พื้นที่
ขณะที่สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางต่อแนวนโยบายดังกล่าว อาทิ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สนับสนุนนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะแนวทางการใช้สันติวิธีในการบริหารความขัดแย้ง การขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุข และการขจัดเงื่อนไขความไม่เป็นธรรม พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่ภาวะปกติ และการสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม
ด้าน นางอังคณา นีละไพจิตร เห็นว่าปัญหาความไม่สงบในพื้นที่มีรากจากความรู้สึกไม่เป็นธรรมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีต รวมถึงความต้องการของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง และการได้รับความเคารพในอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และศาสนา โดยเฉพาะประเด็นการศึกษา ซึ่งการเรียนศาสนาและภาษาท้องถิ่นควบคู่กับการศึกษาสามัญ ถือเป็นสิทธิของประชาชนที่ควรได้รับการส่งเสริม สอดคล้องกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งชาวมุสลิมไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใด การเรียนด้านศาสนาจะต้องควบคู่กับการเรียนสามัญ
ทั้งนี้ เมื่อที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาแล้ว รับทราบร่างนโยบายดังกล่าว เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป
คริส พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง