31 มี.ค. 69 - พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวันพรุ่งนี้ เสนอจัดตั้ง กมธ.วิสามัญ แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นระบบ ชี้สถานการณ์ภาคเหนือวิกฤตซ้อน กระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว พร้อมเสนอแก้ครบ 4 มิติ

image

  ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ และฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยว่า พรรคเตรียมยื่นญัตติด่วนด้วยวาจา ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันพุธที่ 1 เม.ย. นี้ เพื่อเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ศึกษาและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยระบุว่า สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือขณะนี้อยู่ในระดับน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งเห็นได้ชัดจากข้อมูลข่าวสารและสื่อสังคมออนไลน์ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา (วันที่ 30 - 31 มี.ค. 69) ที่สะท้อนสถานการณ์ฝุ่นในระดับวิกฤต ทั้งนี้ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งนอกจากผลกระทบเฉียบพลัน เช่น โรคทางเดินหายใจแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อผลกระทบระยะยาว โดยเปรียบว่าเป็นภัยเงียบ หรือระเบิดเวลาทางสุขภาพของคนไทย นอกจากนี้ ยังเริ่มส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งอยู่ในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ โดยข้อมูลจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวและหอการค้าในพื้นที่ พบว่า ยอดการจองโรงแรมลดลงถึงร้อยละ 50 สะท้อนความกังวลของนักท่องเที่ยวต่อปัญหาคุณภาพอากาศ ขณะเดียวกัน พฤติกรรมนักท่องเที่ยวบางประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย เช่น จีน ซึ่งมักตัดสินใจจองการเดินทางล่วงหน้าเพียง 2–3 สัปดาห์ ยิ่งทำให้มีความเสี่ยงที่นักท่องเที่ยวจะหลีกเลี่ยงการเดินทางมายังประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าว

ดร.การดี ยังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ระบุว่า จำนวนจุดความร้อนในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยพบว่าแหล่งกำเนิดฝุ่นจำนวนมากอยู่ภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แตกต่างจากเดิมที่เชื่อว่าเกิดจากการเผาในประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝุ่นในประเทศ มาจากภาคการเกษตร โดยเฉพาะการเผาวัสดุเหลือใช้หลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งเชื่อมโยงกับต้นทุนการผลิตและสถานการณ์ด้านพลังงาน ทำให้เกษตรกรเลือกวิธีเผาเพื่อความรวดเร็วและประหยัดต้นทุน พร้อมกันนี้ ยังต้องจับตาผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อมอื่น เช่น สภาพอากาศ อุณหภูมิ ความกดอากาศ และภูมิประเทศ ที่เอื้อต่อการสะสมของฝุ่นในพื้นที่

  ดร.การดี กล่าวย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มองปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นเพียงปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไขอย่างเป็นระบบ จึงเสนอให้พิจารณาใน 4 มิติหลัก ได้แก่ มิติด้านสิ่งแวดล้อม มิติด้านการเกษตร มิติด้านสุขภาพ มิติด้านเศรษฐกิจ เพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล โดยมุ่งให้เกิดการแก้ไขอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งนี้ ยังย้ำว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพูดเฉพาะในช่วงฤดูกาล แต่ต้องมีมาตรการเชิงระบบที่ต่อเนื่อง และไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเยียวยาระยะสั้นเท่านั้น พร้อมเตือนว่า ปัญหาฝุ่นส่งผลต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรังในระยะยาว โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง

 

คณรัตน์ ยินดีมิตร ข่าว / เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ