นางจุฑารัตน์ นิลเปรม ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ การพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ และความตกลงทางด้านการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมพิจารณาและติดตามผลการดำเนินการของประเทศไทยตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG 4) และแนวทางการขับเคลื่อนในช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อน ค.ศ. 2030 โดยเชิญผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มาให้ข้อมูลต่อที่ประชุม
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้รายงานว่า เด็กชนบทมีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาหลังจบชั้น ป.6 หรือ ม.3 ส่งผลให้จำนวนปีเฉลี่ยการศึกษาของเด็กไทยหยุดนิ่งอยู่ที่ 9 ปี และตามหลังสิงคโปร์กับมาเลเซียกว่า 11–13 ปี ขณะที่ข้อมูลจากโครงการประเมินผลนักเรียนระหว่างประเทศ (PISA) และธนาคารโลกชี้ว่าเด็กชนบทอายุ 15 ปีมีทักษะวิทยาศาสตร์เทียบเท่าเด็กเมืองอายุ 13 ปี สะท้อนช่องว่างทางการเรียนรู้กว่า 2 ปีการศึกษา
ด้านการพัฒนาครู ก.ค.ศ. ได้รายงานความสำเร็จของระบบประเมินวิทยฐานะ (PA) ที่เปลี่ยนจากการประเมินผ่านเอกสารมาเป็นคลิปวิดีโอการสอนจริง ช่วยประหยัดงบประมาณได้กว่า 900 ล้านบาท พร้อมทั้งสนับสนุนโครงการ "ครูรัก(ษ์)ถิ่น" ที่คัดเลือกเด็กในพื้นที่ทุรกันดารเข้าเรียนครูและบรรจุกลับในโรงเรียนบ้านเกิด เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูอย่างยั่งยืน
ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงว่า การขับเคลื่อน SDG 4 ดำเนินการตามกรอบของสภาพัฒน์ โดยจัดหมวดหมู่โครงการที่มีอยู่แล้วให้สอดคล้องกับเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ยังติดขัดเรื่องฐานข้อมูลที่ยังไม่ได้มาตรฐานสากล ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุง
ภายหลังการพิจารณาคณะอนุกรรมาธิการ ได้เสนอแนวคิดและตั้งข้อซักถามหลายประเด็น อาทิ การเสนอให้นำติวเตอร์ที่มีความรู้ความสามารถ มาจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์เป็นหลักให้กับเด็กในพื้นที่ชนบท เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและช่วยพัฒนาศักยภาพครูในพื้นที่ไปพร้อมกัน ซึ่งผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงว่าเคยมีการดำเนินการในลักษณะนี้ แต่มักพบอุปสรรคด้านระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องมือเทคโนโลยีที่ล่าช้าและไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการเปิดเผยข้อสอบมาตรฐานให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงเพื่อฝึกฝนทักษะการวิเคราะห์ได้ รวมถึงมีการหารือถึงข้อจำกัดทางกฎหมายในการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก และปัญหาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมักเลือกรับโอนเฉพาะโรงเรียนที่มีความพร้อมหรือมีชื่อเสียงเท่านั้น และเสนอให้มีการปรับสูตรจัดสรรงบประมาณจากแบบรายหัวมาเป็นแบบคำนึงถึงบริบทพื้นที่ พร้อมเพิ่มงบพิเศษสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ทุรกันดาร รวมถึงผูกโยงตัวชี้วัด SDG กับการตั้งงบประมาณประจำปีอย่างเป็นรูปธรรม
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง
อนุ กมธ.ติดตามพันธกรณีระหว่างประเทศฯ วุฒิสภา