พรรคประชาชน เผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก ว่า หลังสถานการณ์ขัดแย้งระหว่างประเทศอิหร่าน กับ ประเทศสหรัฐอเมริการุนแรงขึ้น ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการใช้พลังงานมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาระบุว่า ไทยมีน้ำมันสำรองเกิน 60 วัน ทั้งที่กระทรวงพลังงานแถลงไปก่อนหน้าแล้วว่าไทยมีน้ำมันสำรองเพียง 38 วันเท่านั้น และรัฐบาลยังไม่มีท่าทีใด ๆ ที่เป็นการส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้ประชาชนรับมือต่อภาวะวิกฤตจากความเสี่ยงด้านพลังงานที่อาจเกิดขึ้นได้
พรรคประชาชน (ปชน.) จึงเรียกร้องผ่านข้อเสนอจำนวน 5 ข้อ ที่รัฐบาลสามารถเริ่มทำได้ทันที ได้แก่
1. รณรงค์ให้ประชาชนเริ่มใช้พลังงานทั้งน้ำมันและไฟฟ้าอย่างประหยัด เพราะมีความเสี่ยงที่น้ำมันอาจขาดแคลนได้ เราต้องเริ่มประหยัดการใช้พลังงานได้แล้ว เพื่อให้รับมือกับภาวะวิกฤตที่อาจขาดแคลนพลังงานในอนาคตได้
2. รัฐบาลต้องเป็นตัวอย่าง เริ่มประหยัดพลังงานทันที หน่วยงานราชการ Work from Home โดยสั่งให้หน่วยงานราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เริ่มประหยัดการใช้พลังงานทั้งไฟฟ้าและน้ำมันทันที หน่วยงานราชการต้อง Work from Home เท่าที่สามารถทำได้ เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ลง ลดการใช้ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการหลัง 17.00 น. เป็นต้นไป พร้อมทั้งปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในที่ทำงานภาครัฐเป็น 26-27°C ทั่วประเทศ เป็นต้น
3. เปิดเผยสถานะปรับแผนความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Contingency Plan) และบริหารราคาอย่างโปร่งใส เป็นธรรม เร่งหาแหล่งนำเข้าพลังงานสำรอง (Alternative Sourcing) โดยรัฐบาล และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ต้องแสดงความชัดเจนว่าจะนำเข้า LNG จากแหล่งอื่น (เช่น ออสเตรเลีย หรือสหรัฐอเมริกา) มาทดแทนส่วนที่หายไปจากกาตาร์ได้ทันท่วงทีหรือไม่ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะบริหารจัดการอย่างไร รวมทั้งเปิดเผยสถานะกองทุนน้ำมันและงบประมาณอุดหนุนค่าไฟ โดยรัฐบาลควรชี้แจงว่าเงินที่มีอยู่สำหรับอุดหนุนราคาน้ำมันและค่าไฟ (Ft) จะยื้อได้นานแค่ไหนในภาวะวิกฤตนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนไปเจอบิลเรียกเก็บค่าไฟที่สร้างความตกใจได้ในเดือนถัดไป
4. การปฏิรูปการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน อย่างแท้จริง ปัจจุบัน ระบบ Net Billing ที่ประชาชนสามารถขายไฟให้รัฐได้ยังมีข้อจำกัดอยู่ในเชิงปริมาณการรับซื้อจากทางภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันโควตาของโครงการดังกล่าวเต็มและไม่ได้มีการขยายการรับซื้อเพิ่ม รัฐบาลจะต้องขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่มีราคาผันผวนในปัจจุบัน รวมถึงต่อยอดระบบซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนให้เป็นระบบ Net Metering เหมือนต่างประเทศ เปลี่ยนจากราคารับซื้อ เป็นการหักลบหน่วยไฟฟ้า (Real Net Metering) ต้องผลักดันให้เป็นจดหน่วยลบหน่วย (ผลิตได้เท่าไหร่ เอาไปลบออกจากที่ใช้จริง 1:1) สิ่งนี้จะกระตุ้นให้คนติดตั้งโซลาร์เซลล์ทันทีโดยไม่ต้องรอรัฐอุดหนุน รวมถึงการใช้ระบบจดแจ้ง แทนขออนุญาต (One Stop Service) เนื่องจากปัจจุบันการติดโซลาร์เซลล์ต้องขออนุญาตหลายหน่วยงาน ใช้เวลานานมาก รัฐบาลควรเปลี่ยนเป็น ระบบแจ้งเพื่อทราบออนไลน์ หากขนาดติดตั้งไม่เกินที่กำหนด เพื่อความรวดเร็วและลดช่องว่างการในการทุจริต ตลอดจน ประชาสัมพันธ์สิทธิประโยชน์ทางภาษี เรื่องการนำค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนก้อนแรกให้กับประชาชน ให้ประชาชนรับทราบเป็นวงกว้าง และรวมถึงวางแผนการลดการพึ่งพาก๊าซ LNG และพลังงานจากต่างประเทศในระยะยาว เรื่องนี้สำคัญที่สุดแต่รัฐบาลยังไม่ได้ทำ
และ 5. รัฐบาลควรเจรจากับบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้า ที่ปล่อยโรงงานไว้เฉยๆ ให้มีการลดค่าพร้อมจ่ายลง เพื่อเป็นตัวช่วยหนึ่งของการตรึงราคาพลังงานไฟฟ้าที่อาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในระยะเร่งด่วน
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว / เรียบเรียง