6 ก.พ.69 - สว.พละวัต ตันศิริ ขอรัฐบาลใหม่ เร่ง พิจารณาร่างกฎหมายอากาศสะอาด ชี้ เป็นสิทธิพื้นฐาน คืนลมหายใจที่สะอาดให้ประชาชน บอกกฎหมายดี แต่ต้องทำได้จริง

image

          นายพละวัต ตันศิริ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด เปิดเผยถึงสถานะและความสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ได้ผ่านการพิจารณาในชั้นวุฒิสภาไปเกินกว่าครึ่งทางแล้ว แต่ต้องตกไป เนื่องจากมีการยุบสภา อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้ง รัฐบาลชุดใหม่หยิบยกกฎหมายนี้กลับมาพิจารณากระบวนการก็จะสามารถดำเนินต่อได้ทันที 

          นายพละวัต กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีเจตนาหลักในการคืน "ลมหายใจที่สะอาด" ซึ่งถือเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน แต่การบริหารจัดการต้องคำนึงถึงบริบทที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เช่น กรุงเทพมหานคร ปัญหาหลักมาจากระบบคมนาคม รถยนต์ และสภาพอากาศปิดที่ทำให้ฝุ่นไม่ระบาย ภาคเหนือและอีสาน ปัญหาหลักมาจากการเผาในพื้นที่เกษตรและมลพิษข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน และภาคตะวันออก ปัญหามาจากภาคอุตสาหกรรมและโรงงาน

          นายพละวัต กล่าวว่า ในการพิจารณาของ สว. พบประเด็นเรื่อง อำนาจสั่งการในระดับจังหวัด ที่ในร่างเดิมเสนอให้ "นายก อบจ." เป็นประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด เพื่อให้เชื่อมโยงกับท้องถิ่น แต่ทาง สว. มองว่าในทางปฏิบัติ อำนาจการสั่งการหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค ยังอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด หากให้ นายก อบจ. เป็นประธาน อาจเกิดปัญหาการประสานงานข้ามหน่วยงานได้ การให้ผู้ว่าฯ เป็นประธาน อาจตอบโจทย์ในเชิงการบังคับบัญชาหน่วยงานรัฐได้ชัดเจนกว่า

          ขณะที่ กองทุนอากาศสะอาดถูกทักท้วงว่ากระบวนการจัดตั้งยังไม่ครบถ้วนตามกฎหมายกองทุนหมุนเวียน ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกร้องเรียน ทาง สว. จึงเสนอแก้ในบทเฉพาะกาลว่า หาก พ.ร.บ. บังคับใช้แล้ว ให้เงินค่าปรับต่างๆ ตกเป็นของแผ่นดินไปก่อน จนกว่ากองทุนจะผ่านกระบวนการจัดตั้งที่สมบูรณ์

          นายพละวัต แสดงความกังวลเรื่องการให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากเกินไป โดยเสนอให้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การเชื่อมโยงฐานข้อมูลโรงงานกับพิกัด GPS เพื่อตรวจสอบว่าจุดที่มีการปล่อยควันเป็นโรงงานที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องหรือไม่ หากพบความผิดปกติสามารถแจ้งอุตสาหกรรมจังหวัดเข้าตรวจสอบได้ทันที

          นายพละวัต กล่าวว่า การแก้ปัญหาต้องอาศัยการบูรณาการกฎหมายหลายฉบับร่วมกัน ไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นยาวิเศษที่แก้ได้ทุกเรื่องโดยลำพัง เพราะอาจติดกฎหมายฉบับอื่น อีกทั้งมองว่า กฎหมายนี้มีเจตนาที่ดีและเป็นประโยชน์ แต่ต้องทำให้ปฏิบัติได้จริง เพื่อไม่ให้เป็นเพียงเสือกระดาษ หรือสร้างภาระให้คนทำดี แต่จัดการคนทำผิดไม่ได้ และหวังว่ารัฐบาลใหม่จะนำร่างนี้กลับมาพิจารณาต่อ เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าจัดการปัญหามลพิษได้อย่างยั่งยืน


คริส  พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง (แฟ้มภาพ)

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ