ศาสตราจารย์ ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา รับหนังสือจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุวดี วิริยางกูร นายกสมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย พร้อมคณะ เพื่อขอให้วุฒิสภาพิจารณาข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ ตามที่คุรุสภาได้ประกาศใช้ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2568 ที่อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการทำงานและการดูแลเยาวชนในความรับผิดชอบ
นายกสมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย ได้กล่าวถึงข้อกังวลสำคัญตามประกาศดังกล่าวในประเด็นการจำแนกประเภทผู้เรียน โดยเห็นว่าการกำหนดนิยามผู้เรียนที่ด้อยโอกาส ให้เป็นผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ จะส่งผลให้หลักสูตรการจัดการศึกษาพิเศษในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก เนื่องจากผู้เรียนทั้งสองกลุ่มมีลักษณะและความต้องการที่แตกต่างกัน อีกทั้งหลักการสำคัญที่สร้างความกังวลใจ คือ การกำหนดให้ครูการศึกษาพิเศษต้องรับผิดชอบดูแลเด็กกลุ่มด้อยโอกาสเพิ่มขึ้น ซึ่งในข้อเท็จจริงนั้น ความเชี่ยวชาญของครูที่ดูแลเด็กที่มีความบกพร่องเฉพาะด้าน มีความแตกต่างจากการดูแลเด็กที่ประสบปัญหาความขาดแคลนด้านความเป็นอยู่หรือด้อยโอกาสทางสังคมอย่างสิ้นเชิง การกำหนดให้เด็กกลุ่มด้อยโอกาสกลายเป็นเด็กพิเศษตามระเบียบใหม่ จึงเป็นการสร้างภาระแก่ครูเฉพาะทางและส่งผลให้สัดส่วนจำนวนเด็กพิเศษเพิ่มขึ้นอย่างเท่าตัว ซึ่งไม่สัมพันธ์กับจำนวนกำลังคนที่มีอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้การนิยามผู้เรียนที่มีภาวะบกพร่อง ยังไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะคำว่า "ต้องการความหลากหลายในการรับบริการทางการศึกษา" ที่อาจหมายรวมถึงเด็กที่ไม่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก หรือเด็ก LGBTQ+ ซึ่งไม่จำเป็นต้องจัดการศึกษาด้วยหลักการสำหรับเด็กที่มีภาวะบกพร่อง ส่วนหลักสูตรการจัดการศึกษาพิเศษ สมาคมฯ เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะต้องปรับหลักสูตรให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคนเป็นรายบุคคล ไม่สามารถทำหลักสูตรสำเร็จรูปใช้กับทุกคนได้ จึงขอให้ กมธ.หารือแนวทางดำเนินการต่อประเด็นดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การสร้างมาตรฐานวิชาชีพด้านการศึกษาพิเศษที่ถูกต้องสอดคล้องกับการจัดการศึกษาพิเศษในระดับสากล
ด้าน รองประธาน กมธ. กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า การจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสถือเป็นพันธกิจที่มีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากหากกลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ จะสามารถพัฒนาศักยภาพสู่การประกอบอาชีพและดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในอนาคต ในทางตรงกันข้าม หากระบบการศึกษาไม่เอื้ออำนวยต่อข้อจำกัดของกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ต้น ย่อมส่งผลให้กลายเป็นภาระแก่ภาครัฐในระยะยาว ดังนั้น ประเด็นมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา จึงเป็นเรื่องที่ กมธ.จะนำเข้าสู่ที่ประชุม เพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อมูลและดำเนินการตามขั้นตอนของวุฒิสภาต่อไป
ปรีณาพรรณ ขวัญสกุล /ข่าว
อรุณี ตันศักดิ์ดา /เรียบเรียง