นายชวภณ วัธนเวคิน รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และประธานคณะอนุกมธ.การบริหารจัดการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วุฒิสภา กล่าวในรายการ Law talk กับ สว. ถึงการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ว่า คณะอนุกมธ. ได้ศึกษาปัญหาอย่างรอบด้าน ทั้งต้นตอ สาเหตุ แนวทางแก้ไข และข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยจัดทำเป็นรายงานแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอเสนอให้วุฒิสภาพิจารณา นายชวภณ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาฝุ่น PM 2.5 ถือเป็นปัญหาสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขของประเทศ และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาฝุ่นมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้น ยาวนานขึ้น และกระจายตัวในวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบางพื้นที่หรือบางฤดูกาล โดยเฉพาะเขตเมืองใหญ่และพื้นที่ภาคเหนือในฤดูแล้ง สำหรับสาเหตุหลัก มาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการใช้ยานพาหนะจำนวนมาก การปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม การเผาในที่โล่งและภาคการเกษตร รวมถึงปัจจัยด้านภูมิอากาศ เช่น สภาพอากาศปิด ลมอ่อน และอุณหภูมิผกผัน อีกทั้งยังมีผลกระทบจากฝุ่นควันข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน แม้ประเทศไทยจะมีมาตรการรณรงค์ไม่เผาป่าแล้วก็ตาม
นายชวภณ ระบุว่า ในมุมมองของคณะอนุกมธ. ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะท้อนรูปแบบการพัฒนา การใช้พลังงาน และการจัดการทรัพยากรของประเทศ หากยังไม่มีการปรับนโยบายและพฤติกรรมอย่างจริงจัง แนวโน้มในอนาคตอาจทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาวะโลกร้อนทำให้ฤดูแล้งยาวนานและเอื้อต่อการเผาในที่โล่งมากขึ้น
ในด้านผลกระทบ ฝุ่น PM 2.5 ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะด้านสุขภาพ ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด กระทบหนักต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ประชาชนยังต้องแบกรับต้นทุนในการดำเนินชีวิตประจำวันจากการปรับพฤติกรรม เช่น การลดกิจกรรมกลางแจ้ง การใช้หน้ากากป้องกัน และเครื่องฟอกอากาศ นอกจากนี้ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจ ทั้งประสิทธิภาพแรงงานที่ลดลงจากการเจ็บป่วย การขาดงาน กระทบภาคการท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงเพิ่มภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขของรัฐ ขณะที่ในเชิงสังคม ยังสร้างความกังวลและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริหารจัดการของภาครัฐ
นายชวภณ กล่าวด้วยว่า สว. มีความห่วงใยต่อปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะการผลักดันร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ซึ่งเคยอยู่ระหว่างการพิจารณาของ สว. แต่ต้องชะลอเนื่องจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งการกำหนดบทลงโทษผู้ก่อมลพิษ และการนำเงินค่าปรับไปจัดตั้งกองทุนเพื่อใช้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน สำหรับแนวทางระยะยาว เห็นว่าจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยภาครัฐต้องควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างจริงจัง ทั้งรถยนต์และภาคอุตสาหกรรม เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ เช่น การใช้รถยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการจัดการปัญหาการเผาในที่โล่งด้วยมาตรการที่สอดคล้องกับบริบทของเกษตรกร ไม่ใช่อาศัยการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว
พร้อมกันนี้ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การวางผังเมืองที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาระบบเตือนภัยคุณภาพอากาศที่แม่นยำ ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือปัญหาในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม นายชวภณ ยังฝากถึงประชาชนให้ดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในวันที่ค่าฝุ่นสูง ขอความร่วมมือลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ เช่น การเผาขยะและการใช้รถยนต์โดยไม่จำเป็น รวมถึงร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โดยย้ำว่า อากาศสะอาดเป็นของทุกคน และการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จะไม่สำเร็จหากขาดความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วน
ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง
เพจเฟซบุ๊กวุฒิสภา ข้อมูล/ภาพ