นายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวถึงทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ภายหลังการเข้าควบคุมเวเนซุเอลา ว่า สหรัฐฯ ยังคงมีอิทธิพลสูงทั้งด้านการทหารและเศรษฐกิจ แม้ในปัจจุบันเศรษฐกิจภายในประเทศจะเผชิญปัญหา ขณะที่โลกกำลังเผชิญการแบ่งขั้วอำนาจหลักระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ภายใต้แนวคิดสหรัฐต้องมาก่อน (America First) มากกว่าการยึดโยงกับกรอบข้อตกลงหรือพันธกรณีระหว่างประเทศ
นายนิรัตน์ ระบุว่า การปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจไม่ได้ยึดถือข้อตกลงเดิมเป็นสำคัญ แต่ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯโดยตรง แม้สหรัฐฯ จะอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการแก้ไขปัญหายาเสพติด แต่โดยทั่วไปประเทศมหาอำนาจมักใช้เหตุผลลักษณะดังกล่าวเป็นข้ออ้างในการแทรกแซงหรือควบคุมประเทศอื่นอยู่แล้ว
ประธาน กมธ.การต่างประเทศ มองว่าเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีความเปราะบางทางการเมืองและเศรษฐกิจ อยู่ใกล้ภูมิภาคลาตินอเมริกา และประสบปัญหาความยากจนมาอย่างยาวนาน จึงกลายเป็นเป้าหมายที่สหรัฐฯ สามารถเข้าไปควบคุมได้โดยง่าย แม้ในอดีตเวเนซุเอลาจะเคยเป็นประเทศที่ร่ำรวยจากทรัพยากรน้ำมัน และมีความขัดแย้งภายในต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี โดยเห็นว่าเหตุผลด้านความมั่นคงเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายการเข้าควบคุมประเทศได้อย่างสมเหตุสมผล
ในด้านพลังงาน นายนิรัตน์ ระบุว่า เวเนซุเอลามีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก ราว 300,000 ล้านบาร์เรล ขณะที่สหรัฐฯ มีปริมาณสำรองประมาณ 80,000 ล้านบาร์เรล ซึ่งน้อยกว่าหลายเท่า โดยในช่วงที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก มีการนำน้ำมันสำรองมาใช้จำนวนมากเพื่อพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ แม้โลกจะพยายามพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก แต่น้ำมันยังคงมีบทบาทสำคัญต่อภาคธุรกิจ หากสหรัฐฯ สามารถควบคุมการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาได้ จะทำให้ปริมาณสำรองน้ำมันของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ เวเนซุเอลายังมีทรัพยากรอื่น ๆ เช่น ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุสำคัญและหายาก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้สหรัฐฯ ได้ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก
นายนิรัตน์ ยังกล่าวถึงประเด็นการแข่งขันอิทธิพลกับจีนและรัสเซียในภูมิภาคลาตินอเมริกา ว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะบทบาทของกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ซึ่งประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ที่เป็นกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จีนในฐานะประเทศเศรษฐกิจอันดับสองของโลก ได้ขยายบทบาทด้านการลงทุนและการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจไปยังลาตินอเมริกาและแอฟริกา ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่สบายใจ การขยายตัวของกลุ่ม BRICS ส่งผลให้อิทธิพลของสหรัฐฯ ในบางภูมิภาคลดลง และสหรัฐฯ ต้องการแสดงบทบาทในการจัดระเบียบโลกตามแนวทางของตนเอง
สำหรับประเด็นความเสี่ยงของการเกิดสงครามโลก นายนิรัตน์ เห็นว่า ปัจจัยหลักที่จะนำไปสู่สงครามโลกคือเศรษฐกิจ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ความขัดแย้งมีแนวโน้มเกิดในลักษณะความขัดแย้งเฉพาะพื้นที่หรือเป็นคู่ขัดแย้ง เช่น รัสเซีย - ยูเครน อิสราเอล - อิหร่าน จีน - ไต้หวัน หรืออินเดีย - ปากีสถาน มากกว่าการปะทุเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 เนื่องจากทุกประเทศตระหนักดีว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจะรุนแรงอย่างยิ่ง
ประธาน กมธ.การต่างประเทศ กล่าวทิ้งท้ายว่า กรณีเวเนซุเอลาเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนา หากประเทศใดมีความขัดแย้งภายใน การเมืองไม่มั่นคง ประชาชนแตกแยก ไม่ร่วมมือกันพัฒนาประเทศ แม้จะมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ก็อาจกลายเป็นจุดอ่อนให้มหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงได้ ดังนั้น การรักษาเสถียรภาพภายในประเทศและการวางตัวเป็นกลางทางการเมืองระหว่างประเทศ จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในบริบทโลกปัจจุบัน
คริส พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง (แฟ้มภาพ)