นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (ประธานวิปฝ่ายค้าน) รับหนังสือร้องเรียนและพยานหลักฐานจาก พันตำรวจเอก มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อปี 2567 และนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ผู้สมัคร สว. ที่มีรายชื่อขึ้นบัญชีสำรอง กลุ่ม 10 จากจังหวัดนครราชสีมา โดยขอให้ฝ่ายค้านร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อสังเกตในกระบวนการเลือก และขั้นตอนการปฏิบัติงานของสำนักงาน กกต. ในการจัดการเลือก สว. ที่ผ่านมา เนื่องจากมีข้อมูลและหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงข้อพิรุธในกระบวนการเลือกตั้งครั้งดังกล่าว ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบตามกลไกที่ถูกต้อง
พันตำรวจเอก มนัส กล่าวถึงลำดับเหตุการณ์ในวันเลือก สว. ระดับประเทศ ว่า ตนได้รับแจ้งเบาะแสจากผู้สมัครเกี่ยวกับการพบเอกสารที่ส่อไปในทางรวบรวมกลุ่มลงคะแนน ซึ่งตนได้ประสานแจ้งข้อมูลดังกล่าวต่อเลขาธิการ กกต. ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้ง สว. ในขณะนั้นทันทีในช่วงเช้า นอกจากนี้ยังระบุว่ามีหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดและคลิปวิดีโอขณะที่มีการเก็บรวบรวมเอกสารต้องสงสัยในคูหา ยิ่งไปกว่านั้นคือผลสรุปสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่มีความเห็นว่าข้อกล่าวหาเรื่องกระบวนการรวมกลุ่มลงคะแนนหรือข้อตกลงร่วมกันนั้นมีมูลความผิด โดยมีรายงานรายชื่อผู้สมัครและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องรวม 229 ราย แต่ในเวลาต่อมา คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 กลับมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เห็นควรให้ยกคำร้องทั้งหมด ซึ่งสร้างความย้อนแย้งกับผลการสืบสวนของคณะทำงานชุดแรกเป็นอย่างมาก โอกาสนี้ นายอัครวัฒน์ ได้มอบหลักฐานเพิ่มเติมเป็นแฟลชไดรฟ์ที่บรรจุข้อมูลเชิงสถิติ พฤติการณ์ และแนวโน้มการลงคะแนนในวันดังกล่าว เพื่อส่งต่อให้ฝ่ายค้านใช้ประกอบการตรวจสอบด้วย
ด้าน นายพริษฐ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวภายหลังรับหนังสือร้องเรียนและพยานหลักฐาน ว่า พรรคฝ่ายค้านจะนำข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมดไปดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดผ่านกลไกของสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากขณะนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ กกต. ชุดใหญ่กำลังพิจารณาตัดสินชี้ขาดว่าจะส่งเรื่องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือจะยุติการดำเนินคดี ทั้งนี้ วิปฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกตส่งไปยัง กกต. ใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นแรก คือ เรื่องมาตรฐานการพิจารณาคดี เนื่องจากที่ผ่านมา กกต. เคยมีมติส่งคำร้องไปยังศาลในคดีที่มีลักษณะใกล้เคียงกันแม้จะมีหลักฐานเพียงการประสานงานผ่านข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ ดังนั้น หากคดีนี้มีพยานหลักฐานในสำนวนที่หนาแน่นแต่กลับไม่ถูกส่งฟ้อง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามเรื่องเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่ประเด็นที่สอง คือ เหตุใดความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 จึงมีความเห็นสวนทางกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 อย่างสิ้นเชิง ซึ่ง กกต. ชุดใหญ่จำเป็นต้องชี้แจงเหตุผลและแสดงความชัดเจนต่อสาธารณชนในกระบวนการพิจารณาครั้งนี้ เพื่อสร้างความโปร่งใสและรักษาความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองโดยเร็วต่อไป
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว / เรียบเรียง