นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม (กมธ.ICT) วุฒิสภา กล่าวถึงความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสำคัญจากภัยสแกมเมอร์หรือการหลอกลวงเงินคนไทย โดยศูนย์กลางของขบวนการเหล่านี้อาจอยู่ที่กัมพูชาหรือเมียนมา และแม้จะมีการปราบปรามอย่างเข้มข้นแต่ก็ยังมีข่าวว่าอาจย้ายฐานมาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งไทยจะนิ่งนอนใจไม่ได้ต้องดำเนินการกวาดล้าง ปัญหาสำคัญ คือ กฎหมายไทยเก่าและล้าสมัย ทำให้ไม่สามารถปราบปรามกระบวนการที่มีความรวดเร็วและใช้เทคโนโลยีอย่างบล็อกเชนหรือคริปโทเคอร์เรนซีในการฟอกเงินและดูดเงินออกไปเก็บไว้จนติดตามคืนไม่ได้ ในขณะที่สหรัฐอเมริกายึดบิตคอยน์จากแก๊งได้แสนล้านบาท แต่คนไทยยังคงตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก เนื่องจากการร่างกฎหมายไทยมีความล่าช้าอย่างมาก โดยการออกพระราชบัญญัติแต่ละฉบับอาจใช้เวลากว่า 3-4 ปี กว่าจะผ่านขั้นตอนจากกระทรวงไปถึงวุฒิสภา ซึ่งไม่ทันต่อความรวดเร็วของอาชญากรรมไซเบอร์ จึงมีการเสนอให้ตรากฎหมายในรูปแบบพระราชกำหนดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สามารถออกได้ภายใน 3-4 เดือน โดยวุฒิสภากำลังผลักดันร่วมกับรัฐบาล
นอกจากนี้ ไทยยังมีแพลตฟอร์มนานาชาติเข้ามาค้าขายโดยที่ยังไม่มีกฎหมายควบคุมที่มีประสิทธิภาพ อาทิ บริการ OTT และ Netflix รวมถึงความจำเป็นในการพิจารณากฎหมายควบคุมสื่อสังคมออนไลน์เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากการถูกล่อลวง ตามอย่างกฎหมายของประเทศออสเตรเลียที่ห้ามเด็กอายุน้อยเข้าถึงสื่อเหล่านี้ ส่วนของหน่วยงานด้านดิจิทัลของรัฐ แม้ไทยจะมีการตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่หลายแห่งและมีเงินเดือนสูง แต่ผลงานยังเป็นที่กังขาและต้องการการเร่งรัดให้คุ้มค่ากับงบประมาณ ขณะที่ตำรวจไซเบอร์มีข่าวรับส่วยจากพนันออนไลน์ และการปราบปรามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ผลตามที่ประชาชนคาดหวัง ส่วนด้านการพัฒนาเทคโนโลยี สตาร์ทอัพไทยที่เป็นยูนิคอร์นมักถูกต่างชาติซื้อกิจการเพราะขาดโครงสร้างพื้นฐานและระบบการเงินที่เอื้อต่อการระดมทุน ทำให้คนไทยกลายเป็นเพียงผู้เสพเทคโนโลยี รัฐบาลจึงจำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมผ่านหน่วยงานอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) อย่างจริงจังและโปร่งใส
สำหรับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ไทยมีมาตรฐานการป้องกันที่ดีตามมาตรฐาน ISO 27001 แต่ยังขาดมาตรการในการตอบโต้หรือการปราบปรามโจรไซเบอร์เชิงรุก ภาครัฐยังขาดบุคลากรที่มีสมรรถนะสูง จึงเสนอให้มีการจ้าง Outsource หรือใช้ระบบ Head Hunter ดึงผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำงานด้วยสัญญาจ้างระยะสั้น 5-10 ปี พร้อมระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่ยุติธรรม แทนระบบราชการเดิมที่ต้องสอบ กพ. และรอเติบโต 25-30 ปี ซึ่งล้าสมัยและไม่ทันต่อความรู้ไซเบอร์ที่เปลี่ยนแปลงไป
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง
แฟ้มภาพ