กรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... สัดส่วนพรรคเพื่อไทย นำโดยนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว สส.จังหวัดน่าน และนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ร่วมกันแถลงข่าวถึงความเห็นต่อการแก้รัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย
นายชูศักดิ์ ระบุว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้ข้อสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวาระที่ 2 วันที่ 10-11 ธันวาคมนี้ โดยกรรมาธิการของพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมประชุมมาโดยตลอด ซึ่งวันนี้จะได้สรุปการแปรญัตติของกรรมาธิการของพรรคเพื่อไทยในหลายประเด็นด้วย โดยประเด็นแรก คือ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้นำเอาประเด็นเรื่องสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่พรรคเพื่อไทยเคยเสนอเข้าสู่การพิจารณา กรรมาธิการของพรรคเพื่อไทยจึงสงวนความเห็นว่า ขอให้มี สสร. ตามร่างของพรรคเพื่อไทยที่เคยนำเสนอ เพราะเห็นว่าจะเป็นคำตอบของรัฐสภาที่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เชื่อว่า สสร. จะทำหน้าที่ได้ดีกว่าการมีเพียงกรรมาธิการองค์กรเดียว
ส่วนประเด็นที่ 2 เมื่อคณะกรรมาธิการฯ ไม่เห็นชอบให้มี สสร. และกำหนดให้มีคณะกรรมาธิการ 2 คณะ คือ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน คณะละ 35 คน แต่เห็นว่าเป็นการตัดการเลือกตั้งโดยประชาชนออก จึงไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่ยึดโยงกับประชาชน การให้รัฐสภาคัดเลือกโดยตรงด้วยสูตร 20 หยิบ 1 เสี่ยงทำให้ในที่สุดจะเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญของรัฐสภาเสียงข้างมาก จึงได้สงวนความเห็นในประเด็นนี้ไว้ด้วย ซึ่งแทนที่จะใช้ 20 หยิบ 1 ทั้งหมด เสนอให้มาจากรัฐสภาเพียง 25 คน ใช้สูตร 28 หยิบ 1 ที่เหลืออีก 10 คน ให้มาจากการแต่งตั้งโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ รวมเป็น 35 คน เพราะต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถมาถ่วงดุลในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นฯ ก็ใช้วิธีแบบเดียวกัน คือ ให้มาจากการคัดเลือกขององค์กรหรือสมาคมต่าง ๆ ด้วย 10 คน
นายชูศักดิ์ เชื่อว่า สสร. วิธีนี้ ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้เป็นการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง แต่ให้ประชาชนเสนอตัวเป็นผู้สมัคร แล้วให้รัฐสภาเลือกมาให้เหลือ 100 คน ตรงกันข้าม หากตัดประชาชนออกจากกระบวนการเหล่านี้ อาจทำให้ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ด้าน นายแพทย์ ชลน่าน กล่าวว่า ในหลักการที่กรรมาธิการของพรรคเพื่อไทยวางไว้ คือ การสงวนความเห็นในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แบ่งเป็น 2 ลักษณะใหญ่ คือ 1. หลักการใหญ่โดยรวม เช่น องค์กรผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่เห็นต่างกับกรรมาธิการเสียงข้างมากอย่างชัดเจน บวกกับมาตราที่ต่อเนื่อง และ 2. เป็นการสงวนความเห็นหลายประเด็น หลายมาตรา กับที่ร่างของคณะกรรมาธิการฯ ที่พิจารณาเสร็จแล้ว แต่เห็นควรว่าควรเห็นด้วยอย่างอื่น จึงสงวนความเห็น ดังนี้ เรื่องที่มาของผู้เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการรับฟังความเห็นฯ ซึ่งที่มาจะแตกต่างกับร่างของคณะกรรมาธิการฯ คือมีลักษณะเป็นการทั่วไป ตามความเชี่ยวชาญ และแบ่งสัดส่วนชัดเจน คือ คุณสมบัติทั่วไป 20 คน และผู้เชี่ยวชาญสาขาวิชาต่าง ๆ อีก 15 คน
ส่วนกรณีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ในสัดส่วนกรรมาธิการยกร่างฯ และกรรมาธิการรับฟังความเห็นฯ นั้น คณะกรรมาธิการฯ ทำแบบเปิดกว้างให้มีเฉพาะเรื่องสัญชาติการเกิด คือ สัญชาติไทย มีอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การกำหนดถิ่นที่อยู่ ภูมิลำเนา มีผลสำคัญ จึงขอสงวนความเห็นไว้ว่า ผู้ที่จะเข้ามาเป็นกรรมาธิการจะต้องมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยหรือมีทะเบียนบ้านในประเทศไทยที่ตรวจสอบได้ แม้ตัวอยู่ต่างประเทศ แต่ต้องมีทะเบียนบ้านในประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันในการตรวจสอบ เรื่องความเป็นอยู่และที่มาที่ไป ความรับผิดรับผิดชอบที่เกิดขึ้น จะต้องติดตามได้
สำหรับการคัดเลือกกรรมาธิการยกร่างฯ ของรัฐสภา ตามสูตร 20 หยิบ 1 นั้น เห็นภาพแล้วว่า อนาคตรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นอย่างไร หากผ่านวาระที่ 2 พอเห็นเงาแล้วว่า กรรมาธิการ 35 คนนั้น จะถูกเสมือนจัดตั้งในระบบรัฐสภาชุดหน้า และเห็นภาพว่าใครคุมเสียงข้างมาก ซึ่งเสียงข้างมากก็ย่อมเลือกกรรมาธิการยกร่างฯ ในสัดส่วนที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างมากได้เช่นกัน แม้มีเพียง 20 คน ก็สามารถกำหนดเกณฑ์วิธีการเขียนรัฐธรรมนูญด้านใดด้านหนึ่งได้อยู่แล้ว
นายแพทย์ ชลน่าน ยังเสนอประเด็นการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญของที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ เสร็จแล้ว ให้ส่งมาให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ หากเห็นชอบแล้ว ก็ส่งร่างนั้นไปทำประชามติเลย แต่หากพิจารณาแล้วยังมีสิ่งควรแก้ไข รัฐสภาก็ส่งสิ่งที่ควรแก้ไขไปให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ พิจารณาแก้ไข แล้วส่งกลับมาให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้ง
ขณะที่ นายจาตุรนต์ ระบุว่า ในขณะนี้พรรคเพื่อไทยเห็นปัญหา ก็จะไปทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการพิจารณาวาระที่ 2 เมื่อพิจารณาวาระที่ 2 เสร็จแล้ว จึงจะเห็นแนวโน้มว่าร่างรัฐธรรมนูญควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีเนื้อหาที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นนั้น จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ มีเงื่อนไข 2 ข้อ ประกอบด้วย เนื้อหา สุดท้ายจะออกมาอย่างไร และท่าทีของสมาชิกรัฐสภาที่ได้แสดงความเห็นในมาตราสำคัญ ๆ ไว้อย่างไร จึงจะมีแนวโน้มให้เห็นได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ ต้องการให้พิจารณาอย่างรอบคอบจริงจัง ใช้เหตุผล หลักการคือต้องการร่างที่มีแนวโน้มว่าจะมีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ส่วนการสงวนคำแปรญัตติ มีการประเมินว่าจะมีโอกาสชนะหรือไม่ นายจาตุรนต์ มองว่า มีโอกาสชนะและไม่ชนะ เพราะข้อเสนอมีความหลากหลายมาก บางเรื่องก็เห็นชัดว่ากรรมาธิการในส่วนของพรรคใหญ่มองตรงกัน หากยังยืนยันตามที่สงวนนั้น แล้วเสียงของส่วนอื่นไม่มากกว่า บางเรื่องก็อาจจะกลายเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยสงวนเป็นฝ่ายเสียงข้างมากก็ได้ โดยผลการพิจารณาในวาระที่ 2 จะเป็นผลต่อการตัดสินใจของ สส.พรรคเพื่อไทยว่าจะลงมติอย่างไร ในวาระที่ 3
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง