สังคมเปลี่ยน กฎหมายปรับ: การแก้ไขกฎหมายของรัฐสภาสาธารณรัฐประชาชนจีน

admin admin

21 ก.ย. 2569 02:22 น.0 ครั้ง
สังคมเปลี่ยน กฎหมายปรับ: การแก้ไขกฎหมายของรัฐสภาสาธารณรัฐประชาชนจีน

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้จะขอนำคุณผู้อ่านไปสำรวจเส้นทางของกฎหมายในประเทศจีนท่ามกลางสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งหยิบยกตัวอย่างกฎหมายบางฉบับที่ได้รับการแก้ไข หรือกฎหมายที่ถูกตราขึ้นใหม่ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อสังคมเปลี่ยน กฎหมายจีนปรับตัวอย่างไรเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงนั้นได้

เมื่อสังคมเดินหน้า กฎหมายก็ไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับที่ ในวันที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้คนสามารถสื่อสารและเชื่อมโยงถึงกันได้อย่างไร้พรมแดน ขณะเดียวกัน การเมือง เศรษฐกิจ และโครงสร้างทางสังคมต่างก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้เพียงสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่สังคมเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งรูปแบบและแรงจูงใจในการกระทำความผิดที่แตกต่างไปจากอดีตด้วย

กฎหมายที่เคยถูกตราขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหาในช่วงเวลาหนึ่ง จึงอาจไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ใหม่ได้อย่างเพียงพอ เมื่อบริบทของสังคมเปลี่ยนไป กฎหมายเองก็จำเป็นต้องปรับตัว ทั้งการแก้ไขกฎหมายเดิมที่มีอยู่ และการตรากฎหมายฉบับใหม่เพื่อรับมือกับปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เมื่อกฎหมายฉบับหนึ่งถูกตราขึ้น ย่อมไม่ได้หมายความว่ากฎหมายนั้นจะสามารถใช้รับมือกับทุกสถานการณ์ได้ตลอดไป เพราะเมื่อเวลาผ่านไป สภาพสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้คนย่อมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย กฎหมายจึงต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น

สาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะหนึ่งในมหาอำนาจของโลก ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความท้าทายนี้ การเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และรูปแบบการดำเนินชีวิตของประชาชน ล้วนทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า กฎหมายที่มีอยู่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด และเมื่อกฎหมายไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงแล้ว กระบวนการปรับเปลี่ยนกฎหมายเกิดขึ้นอย่างไร

ในสาธารณรัฐประชาชนจีน การปรับเปลี่ยนกฎหมายเกิดขึ้นผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ โดยมี สภาประชาชนแห่งชาติ (National People's Congress: NPC) เป็นองค์กรสำคัญในการพิจารณาและอนุมัติกฎหมาย กระบวนการดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแก้ไขข้อความบางมาตราของกฎหมายเดิมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการตรากฎหมายฉบับใหม่ และการออกกฎหมายที่มีเป้าหมายเพื่อรับมือกับสถานการณ์เฉพาะที่เกิดขึ้นในสังคม กระบวนการแก้ไขกฎหมายของรัฐสภาสาธารณรัฐประชาชนจีนมี 3 วาระ เช่นเดียวกับรัฐสภาไทย มีการทำประชาพิจารณ์ พิจารณาในชั้นกรรมาธิการ และพิจารณาในที่ประชุมใหญ่เพื่อลงมติและประกาศบังคับใช้กฎหมายต่อไป

เหตุผลที่ทำให้จีนต้องเดินหน้าแก้ไขหรือร่างกฎหมายใหม่

  • การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม
  • การปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศ เป็นการสร้าง “กฎแห่งธรรมาภิบาล” เพื่อให้การบริหารประเทศมีกรอบทางกฎหมายที่ชัดเจน
  • สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของรัฐบาล เช่น ปรับให้สอดคล้องกับนโยบายการมีบุตร ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนเพื่อเปิดทางให้ครอบครัวสามารถมีบุตรได้ถึงสามคน

ตัวอย่างการแก้ไขกฎหมายของจีนจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

  • พ.ศ. 2566 แก้ไขกฎหมายอาญา จากปัญหาคอร์รัปชัน สู่การยกระดับกฎหมายต่อต้านการติดสินบน การคอร์รัปชันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในหน่วยงานของรัฐเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นในภาคเอกชนและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง การติดสินบนเป็นหนึ่งในรูปแบบสำคัญของปัญหาดังกล่าว เพราะนอกจากจะบิดเบือนการแข่งขันทางธุรกิจและลดความโปร่งใสแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่การทุจริตในภาครัฐได้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจีนจึงให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการติดสินบน โดยเฉพาะการขยายขอบเขตความรับผิดให้ครอบคลุมมากขึ้น และเพิ่มความรุนแรงของบทลงโทษ เพื่อทำให้ต้นทุนของการกระทำความผิดสูงขึ้น จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2566 เมื่อสภาประชาชนแห่งชาติของจีนประกาศแก้ไขกฎหมายอาญา โดยมุ่งเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการติดสินบน รวมถึงขยายขอบเขตของกฎหมายให้ครอบคลุมการกระทำผิดในภาคเอกชนมากขึ้น โดยกฎหมายที่แก้ไขมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2567

มาตรา 165 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ เดิมกฎหมายมุ่งควบคุมพนักงานระดับสูงของรัฐวิสาหกิจที่ประกอบธุรกิจส่วนตัวในลักษณะที่มีความเกี่ยวข้องหรือแข่งขันกับกิจการที่ตนเองทำงานอยู่ หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แต่การแก้ไขกฎหมายได้ขยายความรับผิดให้ครอบคลุมบุคลากรระดับสูงในภาคเอกชนด้วย โดยผู้ฝ่าฝืนอาจได้รับโทษจำคุกตั้งแต่ 3–7 ปี รวมถึงโทษปรับ

มาตรา 387 ไม่เพียงแต่ผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่เท่านั้นที่ถูกจับตามอง แต่ผู้ที่ เรียกรับสินบน ก็ถูกเพิ่มความรับผิดเช่นกัน มาตรา 387 ซึ่งกำหนดความรับผิดของหน่วยงานหรือองค์กรที่มีการเรียกรับสินบน จากเดิมที่ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงอาจได้รับโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี การแก้ไขกฎหมายได้เพิ่มความรุนแรงของบทลงโทษ โดยหัวหน้าหน่วยงานหรือองค์กร รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง อาจได้รับโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และหน่วยงานหรือองค์กรนั้นยังต้องรับโทษปรับด้วย ในอีกด้านหนึ่ง กฎหมายไม่ได้มุ่งลงโทษเฉพาะผู้รับสินบน แต่ยังเพิ่มความรับผิดของ ผู้ให้สินบน ด้วยเช่นกัน

มาตรา 390 บุคคลที่ติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจได้รับโทษจำคุกและโทษปรับ โดยในกรณีที่มีความร้ายแรง บทลงโทษจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก และอาจมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี หรือในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดอาจถึงขั้นประหารชีวิต รวมถึงต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากการทุจริต

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ไม่ได้มองการติดสินบนเป็นเพียงการกระทำของ “บุคคล” เท่านั้น แต่ยังขยายความรับผิดไปถึง บริษัทและองค์กร ด้วย

มาตรา 393 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีที่บริษัทติดสินบนหน่วยงานของรัฐ โดยผู้ที่เกี่ยวข้องอาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และหากเป็นกรณีที่มีความร้ายแรง โทษจำคุกอาจเพิ่มขึ้นถึง 10 ปี

เมื่อพิจารณาการแก้ไขกฎหมายอาญาในภาพรวม จะเห็นได้ว่า จีนไม่ได้เพียงแค่ “เพิ่มโทษ” ให้กับความผิดเกี่ยวกับการติดสินบนเท่านั้น แต่กำลังขยับกรอบของกฎหมายให้กว้างขึ้น จากเดิมที่มุ่งจัดการกับการกระทำของบุคคล ไปสู่การควบคุมความรับผิดของ ผู้ให้สินบน ผู้รับสินบน ผู้บริหาร ตลอดจนองค์กรและบริษัทที่เกี่ยวข้อง มากขึ้น

  • พ.ศ. 2567 แก้ไขกฎหมายสมรส

ร่างกฎหมายใหม่ของจีนได้กำหนดให้ประชาชนสามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ง่ายขึ้น เพื่อสนับสนุนให้คู่สามีภรรยาหนุ่มสาวแต่งงานและมีบุตร หลังจากประชากรของประเทศลดลงเป็นเวลาหลายปี รวมถึงลบข้อจำกัดเรื่องภูมิภาคเกี่ยวกับการแต่งงานที่บัญญัติไว้ในกฎหมายฉบับก่อนหน้านี้ว่า การแต่งงานจะต้องดำเนินการในเขตพื้นที่บ้านของคู่แต่งงานเท่านั้น ส่วนการหย่าร้างจะทำได้ยากขึ้น โดยจะต้องมีช่วงเวลาพักการหย่าร้าง 30 วัน ซึ่งในระหว่างนั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เต็มใจที่จะหย่าร้าง พวกเขาสามารถถอนคำร้องได้ ทำให้กระบวนการจดทะเบียนหย่าร้างสิ้นสุดลง

  • พ.ศ. 2568 ร่างกฎหมายใหม่เพื่อการพัฒนาอุทยานแห่งชาติโดยเฉพาะ

กฎหมายอุทยานแห่งชาติ ซึ่งผ่านความเห็นชอบในที่ประชุมคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาประชาชนแห่งชาติ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 กฎหมายฉบับนี้ กำหนด “การพัฒนาอารยธรรมทางนิเวศวิทยา” เป็นวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองระบบนิเวศอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา และยังเน้นย้ำถึงการจัดตั้งระบบการจัดการอุทยานแห่งชาติที่เป็นเอกภาพ ได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการคุ้มครองอุทยานแห่งชาติ เป็นการตอบสนองต่อนโยบายของ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีและเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่ระบุถึงความจำเป็นที่ต้องมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมเพื่อผลักดันการสร้างสรรค์อารยธรรมนิเวศในกระบวนการพัฒนาใหม่ และได้กำหนดภารกิจเชิงยุทธศาสตร์และมาตรการสำคัญอย่างเป็นระบบเพื่อขับเคลื่อนการสร้างสรรค์ประเทศจีนที่สวยงามในทุกด้าน

คุณผู้อ่านจะเห็นได้ว่า เรื่องราวของการแก้ไขกฎหมายของจีนสะท้อนให้เห็นภาพหนึ่งอย่างชัดเจนว่า เมื่อรูปแบบของปัญหาเปลี่ยนไป กฎหมายก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตาม และในกรณีของจีน การปรับกฎหมายไม่ได้เป็นเพียงการแก้ถ้อยคำในตัวบท แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐและรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมร่วมสมัย เป็นการตอบสนองและรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตทั้งในมิติสังคม เศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเห็นได้ว่าจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับกระบวนการนิติบัญญัติ โดยการร่างกฎหมายใหม่และแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่ โดยเฉพาะการปรับบทลงโทษให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เพราะเชื่อว่ากฎหมายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวทั้งหมดว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต อันจะเป็นประเด็นที่น่าสนใจในการศึกษาต่อไปค่ะ

ศิรสา ชลายนานนท์

นักวิเทศสัมพันธ์เชี่ยวชาญ

กลุ่มงานภาษาอังกฤษ

สํานักภาษาต่างประเทศ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

โทร. 02 242 5900 ต่อ 7311 bfl@parliament.go.th