20 ธ.ค.67- พรรคไทยสร้างไทย จัดเสวนาวิชาการ หัวข้อ “SMEs ไทยจะรับมืออย่างไรกับ Megatrend” พร้อมเสนอให้รัฐบาลออก พ.ร.ก. เพื่อเว้นการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการอนุมัติ อนุญาต การลงโทษทั้งอาญาและปกครอง หวังขจัดอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจรายย่อย 

image

        พรรคไทยสร้างไทย จัดเสวนาวิชาการ หัวข้อ “SMEs ไทยจะรับมืออย่างไรกับ Megatrend” โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย นายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย นายนรุตม์ชัย บุนนาค รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพย์โซลูชั่น จำกัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และตัวแทนภาคเอกชนเข้าร่วม ณ ห้องประชุมวิปฝ่ายค้านชั้น 2 โซนกลาง อาคารรัฐสภา 

        คุณหญิงสุดารัตน์  เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวเปิดการสัมมนาว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงถึงร้อยละ 92 แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการแก้ปัญหาหนี้เสียออกมา แต่หนี้ภาคครัวเรือนยังน่าเป็นห่วง ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือ ต้องเร่งสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ซึ่งพรรคไทยสร้างไทย ได้สนับสนุนโดยการออกกฎหมายกองทุนเครดิตประชาชน ที่จะให้ทุนกับประชาชน ในอัตราดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 1 ต่อเดือน โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถตั้งตัวได้ รวมถึงการเพิ่มทักษะและการหาตลาด ขณะที่การลดรายจ่ายนั้น รัฐบาลต้องเร่งปรับโครงสร้างทั้งราคาพลังงานไฟฟ้า น้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งการสนับสนุนเงินทุนให้กับธุรกิจ SMEs สามารถตั้งตัวได้ ลดการกู้เงินจากนอกระบบ

        ด้านนายนรุตม์ชัย  บุนนาค คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ขณะนี้พรรคไทยสร้างไทย ได้เสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยมียึดหลักการขจัดอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจของประชาชน ที่มีกว่า 1,400 ฉบับ รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับ SMEs โดยจะเริ่มจากการเสนอให้รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 1 ฉบับซึ่งใช้เวลาไม่มาก เพื่อเว้นการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการอนุมัติอนุญาต การลงโทษทั้งอาญาและปกครองออกไป 3 ถึง 5 ปี จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการปรับปรุงกฎหมาย ให้แล้วเสร็จเพื่อลดจำนวนลงให้เหลือกฎหมายที่จำเป็น 100 ถึง 200 ฉบับเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ประกอบธุรกิจได้อย่างเต็มที่ 

        ด้านนายภาวุธ  พงษ์วิทยภานุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพย์โซลูชั่น จำกัดกล่าวถึงการปรับตัวของ SMEs ในยุคดิจิทัล ว่า การเข้ามาของทุนต่างชาติทั้งช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมการรับมือด้วยการนำเทคโนโลยี AI เข้าไปใช้ประโยชน์ช่วยในการค้าขายเพิ่มศักยภาพให้องค์กร เพิ่มทักษะให้กับบุคลากรในองค์กร เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องขับเคลื่อนนโยบายสนับสนุนการค้าออนไลน์เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันกับทุนต่างชาติได้ 

        นายไชยวัฒน์  หาญสมวงศ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและอดีตประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวถึงการปรับตัวของ SMEs ต่อผู้บริโภคยุคใหม่ ว่า ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ให้มีความคล่องตัวกระฉับกระเฉง โดยใช้เครื่องมือและเทคโนโลยี มาผสมผสาน ลดโครงสร้างขององค์กรให้กระชับ 
และต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุน รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางการตลาด โดยใช้โลกของเทคโนโลยีและสื่อทางด้านอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วย

        นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กล่าวถึงการสร้างความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจสีเขียว ว่า ธุรกิจจะต้องปรับตัว เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งจัดออกเป็น 3 มิติ มิติที่ 1 การปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกทางตรงขององค์กร (Direct Emissions) เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากองค์กร เช่น การใช้เชื้อเพลิงต่างๆ ในกระบวนการผลิต, การใช้ยานยนต์ขนส่งภายในองค์กร, การรั่วไหลของสารทำความเย็น มิติที่ 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Indirect Emissions) เช่น การซื้อไฟฟ้า ไอน้ำ ความร้อน หรือความเย็น เพื่อนำมาใช้ภายในองค์กร หรือโรงงานอุตสาหกรรม และมิติที่ 3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Other Indirect Emissions) เช่น การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นตามจุดต่างๆ ตลอดทั้งซัพพลายเชนที่นอกเหนือจาก 2 มิติข้างต้น อย่างไรก็ตาม องค์กรต้องปรับแผนกลยุทธ์สำหรับการเปลี่ยนวิถีการทำธุรกิจของตน รวมถึงจัดหาวัตถุดิบทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 


ณัฐพล  สงวนทรัพย์  ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ