ที่ประชุมวุฒิสภา พิจารณาญัตติด่วนขอให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาขบวนการสวมสิทธิและฟอกตัวตนโดยใช้บัตรประจำตัวประชาชนไทยของกลุ่มเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ที่ พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย เป็นผู้เสนอ
นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ระบุว่าปัญหาขบวนการสวมสิทธิบัตรประจำตัวประชาชนไทย ถือเป็นภัยเงียบที่ทำลายประเทศอย่างมาก โดยขบวนการจะเริ่มจากการสวมสิทธิคนไทย การฟอกเงิน และสุดท้ายคือ การกลืนชาติด้วยการควบคุมเศรษฐกิจและกลืนกินสิทธิของคนไทยอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ขบวนการดังกล่าวมีแผนระยะยาวคือ การสร้างพลเมืองแฝง ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อบ่อนทำลายประเทศไทยในอนาคต อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ทำให้ขบวนการนี้เกิดขึ้นได้นั้น ต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยกรณีนี้ต้องถือว่าไม่ใช่แค่การรับสินบนแต่เป็นการขายชาติ พร้อมแนะนำว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ต้องเร่งรัด และกำชับให้มีการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด หากพบกรณีทุจริตต้องมีการเพิกถอนสิทธิและดำเนินคดีเด็ดขาดทันที
ขณะที่นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. กล่าวว่า ปัญหาขบวนการสวมสิทธิบัตรประชาชนคนไทย นอกจากจะกระทบต่อความมั่นคงของประเทศแล้ว ยังส่งผลต่อโอกาสทางด้านเศรษฐกิจ และความร่วมมือกับประชาคมโลกด้วย โดยเฉพาะองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ O-E-C-D ซึ่งประเทศไทยได้แสดงความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกองค์กรดังกล่าว โดยเงื่อนไขที่ทาง O-E-C-D ให้ความสำคัญในการพิจารณามีหลายประเด็น แต่ประเด็นสำคัญคือ เรื่องของการทุจริตหรือการรับสินบน ซึ่งประเทศไทยถูกเตือนในเรื่องนี้หลายครั้ง และหากเราไม่มีการแก้ไขเรื่องรับสินบนของเจ้าหน้าที่ อาจทำให้ดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ C-P-I ของประเทศถูกปรับลดลง และจะส่งผลต่อการพิจารณาการเข้าเป็นสมาชิก O-E-C-D ได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวมีความคลุมเครือระหว่างกลุ่มอาชญากรรมที่ใช้ช่องทางกฎหมายเข้ามาในประเทศไทย กับการดูแลปกป้องสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มเปราะบางในด้านสัญชาติ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ชัดเจนและเด็ดขาด โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ต้องมีมาตรการดูแลปกป้องเรื่องสัญชาติของกลุ่มเปราะบางด้วย เพราะประเด็นการคุ้มครองสิทธิเรื่องสัญชาติ เป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณาเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา
ด้าน นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สว. ระบุว่า การทำงานของเจ้าพนักงาน กรมการปกครอง โดยเฉพาะตำแหน่งที่เรียกว่า ลูกจ้างเหมาบริการตามโครงการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและการให้บริการประชาชน (ลูกจ้าง ส.ย.) ซึ่งมีอัตราเงินเดือนเพียง 9,000 บาท และมีวุฒิการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ ปวช. หรือ ปวส. เท่านั้น แต่การทำงานของลูกจ้างเหล่านี้ สามารถใช้บัตรประชาชนของตนเองใบเดียวเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ในทะเบียนราษฎร์ได้ทั้งหมด และถือเป็นด่านแรกในการดูแลความมั่นคงของประเทศ แต่ลูกจ้างเหล่านี้กลับไม่มีความมั่นคงในชีวิตเลย จึงถือเป็นความเสี่ยงอย่างมากที่อาจจะเป็นช่องว่างให้เกิดการทุจริต ดังนั้น จึงอยากเสนอให้ทบทวนว่า ได้ดูแลบุคลากรที่เป็นด่านแรกดีแล้วหรือไม่ เพื่อลดความเสี่ยงในการทุจริต นอกจากนี้ ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงมหาดไทย และสำนักทะเบียนท้องถิ่นที่บริหารงานภายใต้ส่วนงานท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลกันทำให้เกิดช่องโหว่ที่จะทำให้เกิดการสวมสิทธิและเกิดการทุจริตได้
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง