24 พ.ค. 69 - สว.เบ็ญจมาศ สะท้อนปัญหาค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์ พุ่งสูงถึง 20-30% ซ้ำเติมผู้ประกอบการ-ร้านค้ารายย่อย ชี้กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจ ผู้บริโภค จี้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงดิจิทัลฯ เร่งศึกษาโมเดลต่างประเทศ ออกกฎหมายควบคุมอย่างเป็นธรรม

image

            นางเบ็ญจมาศ อภัยทอง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงผลกระทบจากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มออนไลน์ E-Commerce และเดลิเวอรี ที่กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ร้านค้าออนไลน์ ธุรกิจครอบครัว ตลอดจนเกษตรกรไทยในปัจจุบัน ระบุว่า จากข้อมูลที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กรณีอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังตัดสินใจยกเลิกการขายสินค้าผ่านระบบตะกร้าของแพลตฟอร์ม TikTokเนื่องจากต้องแบกรับอัตราค่าธรรมเนียมที่สูงถึง 30% โดยมียอดขายกว่า 2.1 ล้านบาท แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมไปสูงถึงกว่า 7 แสนบาทนั้น สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยจากการตรวจสอบย้อนหลังพบว่า เมื่อ 5 ปีก่อน แพลตฟอร์มออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อดึงดูดให้ร้านค้าเข้ามาใช้งาน กระทั่งปี 2566 – 2567 เริ่มมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 3% ถึง 7% ปี 2568 อัตราค่าธรรมเนียมปรับตัวสูงขึ้นเป็น 15% และในปี 2569 อัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการพุ่งสูงขึ้นถึง 20% ถึง 30% ซึ่งในความเป็นจริงการค้าขายทั่วไปแทบไม่มีธุรกิจใดที่ได้กำไรสุทธิสูงถึง 30%
            นางเบ็ญจมาศ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการและประชาชนชาวไทยจำนวนมากจำเป็นต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์ในการซื้อขายและส่งอาหารทั้ง TikTok Shopee Lazada และแอปพลิเคชันเดลิเวอรีต่างๆ และเมื่อร้านค้าส่วนใหญ่เข้าสู่ระบบแล้ว แพลตฟอร์มกลับปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมในหลายรูปแบบ ทั้งค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมธุรกรรม ค่าโฆษณา และค่าแคมเปญ ส่งผลให้ร้านค้าจำนวนมากมียอดขายสูงแต่ไม่เหลือผลกำไร หรือบางรายถึงขั้นประสบภาวะขาดทุน จนนำไปสู่การปรับขึ้นราคาสินค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้บริโภคที่ต้องซื้อสินค้าแพงขึ้น หรือร้านค้าต้องลดการจ้างงานและปิดกิจการลง เนื่องจากไม่มีอำนาจต่อรอง ทั้งนี้ ในต่างประเทศเริ่มมีการตื่นตัวและเข้ามาดูแลปัญหานี้อย่างจริงจัง เช่น อินโดนีเซียที่กำลังร่างกฎหมายควบคุมแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อควบคุมค่าธรรมเนียม ป้องกันการผูกขาด คุ้มครองผู้ประกอบการรายย่อย และเพิ่มความโปร่งใส ดังนั้น จึงขอฝากข้อเสนอแนะผ่านไปยังกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอีเอส) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งศึกษาโครงสร้างการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างจริงจัง และขอพิจารณากำหนดมาตรการให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบผู้ประกอบการไทย พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลให้เป็นของไทยเองเพื่อเป็นทางเลือก และต้องมีกติกาที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถอยู่รอดและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

อรพรรณ ขันทองคำ ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ