5 ม.ค. 69 - ประธานคณะกมธ.การเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เผยผลการดำเนินงานตลอดปี 68 มุ่งแก้ปัญหาการฉ้อโกงออนไลน์ พัฒนากฎหมายดิจิทัล ระบบเตือนภัยพิบัติ และเตรียมความพร้อมประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและการใช้ AI อย่างยั่งยืน

image

         นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (กมธ. ICT) ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมาธิการเพื่อประชาชน ออกอากาศผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา ถึงผลการดำเนินงานของคณะกมธ.ตลอดปี พ.ศ. 2568 ว่า คณะกมธ. มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาร่างกฎหมาย ศึกษาสอบหาข้อเท็จจริง และติดตามประเด็นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารสาธารณะ โทรคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันถือเป็นปัญหาสำคัญของสังคม โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์และแก๊งสแกมเมอร์ ทั้งนี้ คณะกมธ.ได้กำหนดยุทธศาสตร์การทำงานไว้ 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และการพัฒนากฎหมายดิจิทัล พร้อมแบ่งการทำงานออกเป็น 3 คณะอนุกมธ. ได้แก่ อนุกมธ.กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม อนุกมธ.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และอนุกมธ.ศึกษากฎหมายด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัล
        นายนิเวศ ระบุว่าแนวทางการทำงานของคณะกมธ. จะเน้นการศึกษาปัญหาที่มีความเร่งด่วน โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล และรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อเสนอต่อรัฐบาล หนึ่งในประเด็นสำคัญคือปัญหาการฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยผู้เสียหายจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุหรือข้าราชการเกษียณที่สูญเสียเงินออมทั้งชีวิต ส่งผลให้รัฐบาลออกพระราชกำหนดแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการฉ้อโกงออนไลน์ และจัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหา ซึ่งเริ่มเห็นผลในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีการติดตามประเด็นระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเซลล์บรอดแคสต์ให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ยังคงพบข้อจำกัดจากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ผ่านมา จึงเห็นว่าควรมีระบบเตือนภัยหลายรูปแบบ รวมถึงการใช้วิทยุทรานซิสเตอร์ในกรณีที่ไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตไม่สามารถใช้งานได้ ส่วนด้านเศรษฐกิจดิจิทัล นายนิเวศ กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งคณะกมธ.ได้ศึกษาผลกระทบและเสนอแนะแนวทางให้รัฐบาลเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ยังติดตามปัญหาการพาดสายเคเบิลและการเชื่อมต่อสัญญาณไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลต่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฉ้อโกงออนไลน์ แม้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะพยายามตัดสัญญาณแล้ว แต่ยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายและอำนาจหน้าที่ ซึ่งคณะกมธ.ได้เสนอแนวทางแก้ไขต่อรัฐบาล สำหรับประเด็นแก๊งสแกมเมอร์ คณะอนุกมธ.ได้ลงพื้นที่ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศึกษาการเปลี่ยนผ่านวิทยุชุมชน และการเตรียมประมูลคลื่นวิทยุชุมชนรอบใหม่ของ กสทช. ตลอดจนปัญหาธุรกิจโทรทัศน์ดิจิทัล ที่เผชิญการแข่งขันจากแพลตฟอร์มต่างประเทศหรือ OTT ซึ่งยังไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายไทย ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้และกระทบต่ออุตสาหกรรมสื่อในประเทศ ต่อเรื่องนี้ นายนิเวศ เห็นว่า แนวทางแก้ไขในระยะยาวควรนำแพลตฟอร์ม OTT เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับของภาครัฐ เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการแข่งขัน และเพิ่มรายได้ให้ประเทศ ขณะที่การประมูลใบอนุญาตกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ในปี พ.ศ. 2572 กสทช. อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บท โดยคณะกมธ.จะติดตามอย่างใกล้ชิด
          นอกจากนี้ นายนิเวศ ยังกล่าวถึงกรณีคณะกมธ.ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นประชาชนและติดตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในหลายพื้นที่ อาทิ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC การดำเนินงานของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ศูนย์นวัตกรรมของ ปตท. และการพัฒนา Data Center ซึ่งแม้จะมีข้อกังวลด้านการใช้พลังงานและทรัพยากรน้ำแต่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะรองรับการพัฒนา AI และเทคโนโลยีการสื่อสารในอนาคตของประเทศ

 

ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง (แฟ้มภาพ)

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ