นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมการประชาสัมพันธ์ วุฒิสภา กล่าวในรายการ ทันข่าววุฒิสภา ถึงบทบาทหลักของสื่อสารสาธารณะ ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติ โดยเฉพาะน้ำท่วมหาดใหญ่และสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่า การสื่อสารในยามวิกฤติของประเทศไทยยังมีปัญหา ที่ภาครัฐต้องมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ เนื่องจากทุกหน่วยงานเมื่อพูดถึงนโยบายจะให้ความสำคัญในการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารกับสังคม แต่ในทางปฏิบัติจริง เรื่องการสื่อสารกับสังคมกลายเป็นเรื่องที่มาหลังสุดในทุกหน่วยงาน ดังนั้นจึงถือเป็นจุดอ่อนที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องปรับปรุง เรียนรู้ การสื่อสารในยามวิกฤติ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาสังคม โดยเฉพาะวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ที่ผ่านมา เกิดจากการสื่อสารที่ไม่รอบคอบ ภาครัฐไม่มีการรวมศูนย์ ไม่มีการตั้งวอร์รูมเพื่อสื่อสารไปยังประชาชนตั้งแต่ต้น โดยหน่วยงานหลัก อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกองทัพ ไม่มีการรวมศูนย์กลางประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารจากทุกหน่วยงาน ทำให้เกิดความเสียหายมากมาย ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่า หากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการรวมศูนย์ข้อมูลจะทำให้การแจ้งเตือนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ นายไชยยงค์ ยังกล่าวอีกว่า สื่อมวลชนเองก็จะต้องมีหน้าที่ชี้ทิศทางที่ถูกต้องให้สังคมได้รับรู้ รวมถึงแนะนำสิ่งที่มีประโยชน์ให้หน่วยงานของรัฐได้รับรู้ข้อเท็จจริงด้วย ซึ่งมองว่าถ้าไม่มีสื่อมาสะท้อนส่วนกลางจะไม่รับรู้ข้อมูล
ขณะที่การสื่อสารท่ามกลางการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นายไชยยงค์ กล่าวว่า หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะต้องสื่อสารกับสื่อมวลชนเป็นหลัก เพราะการแข่งขันในเรื่องความเร็วยังมีความจำเป็น ดังนั้นเมื่อไม่มีวอร์รูม แต่มีหน่วยงานเดียวในการให้ข้อมูลรายละเอียด การให้ข้อมูลก็จะช้ากว่าการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ทำให้แต่ละสื่อต้องลงพื้นที่หาข้อมูลข้อเท็จจริงเอง เพื่อรายงานข่าวให้กับประชาชนรับทราบ เพราะทางกองทัพไม่มีวอร์รูมหรือเชิญสื่อต่าง ๆ มาทำความเข้าใจกับการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับความมั่นคง ดังนั้นการรายงานข่าวบางข่าวจากสื่อแม้จะเป็นเรื่องจริง แต่มีผลกระทบให้ฝ่ายตรงข้ามได้ทราบข้อมูลความเคลื่อนไหวของฝั่งไทย นอกจากนี้ สื่อหลักก็จะหันไปติดตามสื่อโซเซียลแทน ซึ่งเป็นสื่อที่ไม่มีการควบคุม ก็จะกลายเป็นปัญหา นำเสนอข่าวที่ไม่มีการกลั่นกรอง ถือเป็นผลเสีย ทำให้ประชาชนรับทราบข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง เพราะในประเทศไทยไม่มีหน่วยงานไหนที่จะควบคุม ตีกรอบให้กับสื่อพลเมือง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการตรวจสอบสื่อพลเมือง
ทั้งนี้ นายไชยยงค์ มองว่า การจัดตั้งวอร์รูมในการสื่อสารกับสังคมในยามวิกฤต ยามสงคราม การสู้รบ ไม่ควรเป็นหน้าที่ของทหารหรือกองทัพ เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ แต่ควรเป็นหน้าที่ของพลเรือน โดยเฉพาะกรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงมหาดไทย ที่จะต้องเข้ามามีบทบาทให้มากกว่านี้ ซึ่งหวังว่าในอนาคตกองทัพจะต้องมีการเรียนรู้และปรับปรุงการนำเสนอข่าวให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ขณะที่รัฐบาลจะต้องมีวอร์รูมประสานงานกับผู้สื่อข่าว และจะต้องใช้ความรวดเร็วในการนำเสนอข้อมูลให้สื่อด้วย
คริส พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง (แฟ้มภาพ)