นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมนา เรื่อง ครบรอบ 1 ปี การติดตามและทวงถามการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT Committee) ณ ห้องประชุมสัมมนา บี 1-2 ชั้น บี 1 อาคารรัฐสภา ซึ่งคณะกมธ.จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนและติดตามความคืบหน้าการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะเร่งด่วนของคณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และภาคประชาสังคม รวมถึงหารือแผนดำเนินงานของฝ่ายนิติบัญญัติและแนวทางในอนาคตของพรรคการเมืองหรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การปฏิบัติตามข้อเสนอแนะดังกล่าวเกิดผลจริง และนำไปสู่การอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้เสียหายจากการทรมาน การกระทำโหดร้ายไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรี และการบังคับให้บุคคลสูญหายในประเทศไทย โดยมีนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายดิป มาการ์ (Mr. Dip Magar) หัวหน้าทีมประเทศไทย สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนเเห่งสหประชาชาติ สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้แทนพรรคการเมือง ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด มูลนิธิผสานวัฒนธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เข้าร่วมงานสัมมนา
นางสาวชลธิชา กล่าวช่วงเปิดการสัมมนา ว่ารัฐบาลและรัฐสภา มีความก้าวหน้าในการออกกฎหมายป้องกันการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือกฎหมายอุ้มหาย รวมถึงการให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศ แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องเร่งขับเคลื่อนเพื่อคุ้มครองประชาชนอย่างแท้จริง อาทิ อายุความของคดีทรมานและบังคับสูญหาย ซึ่งคณะกมธ.มีความเสียใจต่อคดีตากใบที่หมดอายุความ และเสนอว่าความผิดลักษณะนี้ไม่ควรมีอายุความ เพื่อยุติการลอยนวลพ้นผิด ประเด็นประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย มีข้อกังวลต่อความล่าช้าของการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย จึงเสนอให้เพิ่มตัวแทนผู้เสียหายเสริมความเป็นอิสระ และเพิ่มงบประมาณเพื่อทำงานได้รวดเร็วและทั่วถึง ประเด็นการเยียวยาผู้เสียหายและครอบครัว พบว่ายังมีอุปสรรคด้านเอกสาร เช่น ใบมรณบัตรหรือรายงานชันสูตร ทำให้หลายครอบครัวไม่ได้รับการชดเชยที่เหมาะสม ดังนั้นรัฐสภาจึงเร่งผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เยียวยาได้จริง ทั้งนี้ย้ำว่าคณะกมธ. จะเดินหน้าปิดช่องโหว่ทางกฎหมายโดยเฉพาะเรื่องอายุความ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกพรรคการเมืองและประชาชนมีส่วนร่วม ตั้งคำถาม และติดตามความคืบหน้ากลไกการทำงานของภาครัฐเพื่อให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเกิดผลเป็นรูปธรรมทั้งในภาคกฎหมายและภาคปฏิบัติ
ด้านนายดิป มาการ์ กล่าวถึงบทบาทของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ว่าที่ผ่านมาสำนักงานได้สนับสนุนความพยายาม ในการสร้างประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการป้องกันการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหายมาโดยตลอดโดยต้นปีที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับผู้เสียหายและครอบครัวเพื่อขับเคลื่อนการรณรงค์ร่วมกันจากข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ และได้ร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพและ พันธมิตรกักขังระหว่างประเทศ (International Detention Coalition :IDC) จัดให้มีการหารือระดับชาติเพื่อหนุนการจัดทำแผนปฎิบัติเพื่อบังคับตามข้อสังเกตเชิงสรุปโดยการริเริ่มสิ่งเหล่านี้เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะเคียงข้างรัฐบาล รัฐสภา และภาคประชาสังคม เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความจริงความยุติธรรมและการเยียวยา
สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้จัดให้มีเวทีเสวนาเรื่อง ความคืบหน้าในการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะเร่งด่วน ของคณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ มีผู้เสวนาประกอบด้วย นางสาวสัณหวรรณ ศรีสด ที่ปรึกษากฎหมายคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists :ICJ) นายปรีดา นาคผิว ทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม นางสาวจิรารัตน์ มูลศิริ นักกฎหมาย และผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย สำนักงานอัยการสูงสุด และผู้แทนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม โอกาสนี้นางสาวสัณหวรรณ ระบุถึงข้อเสนอแนะเร่งด่วนของ ICJ ที่ขอให้รัฐภาคีจัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับการติดตามผลตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการเรื่องอายุความภายในวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 การจัดสรรทรัพยากรที่เพียงพอให้แก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และการคุมขังทางปกครอง นอกจากนี้มีเวทีเสวนาเรื่องความคืบหน้าและก้าวต่อไปของการผลักดันการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะในฝ่ายนิติบัญญัติและการปฏิรูปกฎหมาย จากผู้แทนพรรคการเมือง
ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว /เรียบเรียง