กลุ่มเครือข่ายผู้ห่วงใยผลกระทบกฎหมายทำแท้งใหม่ ยื่นหนังสือขอแก้ไข-ชะลอใช้ประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานทำให้แท้งลูก

25 ก.พ.64 - กลุ่มเครือข่ายผู้ห่วงใยผลกระทบกฎหมายทำแท้งใหม่ ยื่นหนังสือขอให้มีการแก้ไขและชะลอการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับความผิดฐานทำให้แท้งลูก ระบุการให้สิทธิ์มารดาทำแท้งด้วยตนเองเป็นอันตรายต่อแม่และลูก 

   นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ คณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากแพทย์หญิงสุพรรณี คูณแสง รองประธานเครือข่ายผู้ห่วงใยผลกระทบกฎหมายทำแท้งใหม่ ขอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติและชะลอการบังคับใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับความผิดฐานทำให้แท้งลูก ที่มีผลบังคับใช้วันที่ 7 ก.พ.64 ที่ผ่านมา มาตรา 301 และ 305 ที่ว่าด้วยกฎหมายทำแท้ง เนื่องจากเป็นอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์ 

   แพทย์หญิงสุพรรณี คูณแสง รองประธานเครือข่ายผู้ห่วงใยผลกระทบกฎหมายทำแท้งใหม่ กล่าวว่า กลุ่มเครือข่ายฯมีความเป็นห่วงหลังมีการประกาศบังคับใช้กฎหมายทำแท้งใหม่ โดยมาตรา 301 อนุญาตให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 12 สัปดาห์สามารถทำแท้งได้โดยไม่ต้องมีข้อบ่งชี้ใดๆ ซึ่งการทำแท้งอายุครรภ์ 12 สัปดาห์หรือต่ำกว่า แม้ทำโดยแพทย์โดยการใช้ยาในสถานพยาบาลที่ทันสมัยก็ยังมีโอกาสแทรกซ้อนได้ถึงร้อยละ 3-14 เช่น แท้งไม่สมบูรณ์ รกค้างติดเชื้อ และหากหญิงตั้งครรภ์ทำแท้งด้วยตนเองยิ่งมีโอกาสเกิดอันตรายและรุนแรง อาจท้องนอกมดลูก ตกเลือดและเสียชีวิตได้ ขณะมาตรา 305 อนุญาตให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 20 สัปดาห์สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ ซึ่งเป็นอายุครรภ์อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของครรภ์ครบกำหนด 38-40 สัปดาห์แล้ว จึงมองว่ากฎหมายทำแท้งใหม่ให้สิทธิ์อยู่เหนือศีลธรรม รวมถึงยังละเมิดสิทธิในการมีชีวิตอยู่ของเด็กในครรภ์ เพราะทารกไม่มีข้อบ่งชี้ใดทางการแพทย์ ไม่มีความพิการ การทำแท้งจึงไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดและอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การเป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางการยุติการตั้งครรภ์ในภูมิภาคได้  

   กลุ่มเครือข่ายฯยังได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาหญิงตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมและการทำแท้ง อาทิ ขยายการสอนเพศศึกษา การคุมกำเนิด เผยแพร่ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรในสถานศึกษา บังคับใช้พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นซึ่งมีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล สร้างมาตรการให้ฝ่ายชายร่วมรับผิดชอบคุมกำเนิดเมื่อเกิดการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม รัฐจัดงบประมาณและมีระบบรองรับช่วยเหลือ เพื่อเป็นทางเลือกให้หญิงเปลี่ยนใจไม่ทำแท้ง การยุติการตั้งครรภ์ควรดำเนินการโดยแพทย์ในทุกกรณีภายใต้การมีข้อบ่งชี้ เพื่อให้สมดุลกับศีลธรรม และควรให้มีหน่วยให้คำแนะนำ ปรึกษาอย่างเป็นระบบ เป็นต้น  

   ด้านนางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ คณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวแนะนำช่องทางการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เพื่อเสนอกฎหมายภาคประชาชนโดยต้องรวบรวมรายชื่ออย่างน้อย 10,000 รายชื่อ จากนั้น จะเข้าสู่การพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป 


อรพรรณ ขันทองคำ  ข่าว
เรณู เขมาปัญญา เรียบเรียง