คณะอนุ กมธ. การปรับปรุงพัฒนาระบบฯ หน่วยงานของรัฐ วุฒิสภา เร่งศึกษาการจัดทำไทยแลนด์ดิจิทัลแพลตฟอร์ม หนึ่งประเทศหนึ่งแพลตฟอร์ม

11 ส.ค. 63 –คณะอนุ กมธ. การปรับปรุงพัฒนาระบบและการบูรณาการฐานข้อมูลในการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา หารือการจัดทำ ไทยแลนด์ดิจิทัลแพลตฟอร์มหนึ่งประเทศหนึ่งแพลตฟอร์ม และผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ ช่วยรวมศูนย์ One StopService ลดเวลาและค่าใช้จ่ายให้ประชาชนส่วนภาครัฐลดความซ้ำซ้อนงานและค่าใช้จ่าย ขณะภาคธุรกิจได้ประโยชน์ส่งเสริมการค้าทั้งระดับเอสเอ็มอีและการค้าระหว่างประเทศ

รศ.ประเสริฐปิ่นปฐมรัฐ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ (อนุ กมธ.) การปรับปรุงพัฒนาระบบและการบูรณาการฐานข้อมูลในการบริหารราชการแผ่นดินของหน่วยงานของรัฐ ในคณะกมธ.การบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา เป็นประธานการประชุม เรื่องการจัดทำไทยแลนด์ดิจิทัลแพลตฟอร์ม หนึ่งประเทศหนึ่งแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นการบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐร่วมกับภาคเอกชน โดยมีแผนในการเร่งผลักดันการจัดทำแพลตฟอร์มดังกล่าวให้เป็นวาระแห่งชาติ และกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการสร้างองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการพัฒนาแพลตฟอร์ม ผลักดันแผนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อเป้าหมายไปสู่ไทยแลนด์5.0 ซึ่งการจัดทำแพลตฟอร์มดังกล่าวคณะ กมธ.พบว่า มีข้อดีต่อประชาชน ภาครัฐ ภาคธุรกิจและเอกชน สำหรับประชาชนจะได้รับบริการแบบOne Stop Service ลดเวลาลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปติดต่อหน่วยงาน ได้รับสวัสดิการภาครัฐลดการเหลื่อมล้ำด้านบริการภาครัฐ ขณะที่รัฐบาลสามารถลดขนาดองค์กรลดเจ้าหน้าที่ให้บริการประจำหน่วยงาน ลดงบประมาณซ้ำซ้อนในการพัฒนาระบบสามารถบูรณาการข้อมูลระหว่างรัฐกับรัฐ และรัฐกับเอกชนได้ส่วนภาคธุรกิจและภาคเอกชนจะได้รับประโยชน์จากไทยแลนด์ดิจิทัลแพลตฟอร์ม คือสามารถสร้างไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน ลดข้อกล่าวหาจากต่างประเทศในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชนอีกทั้งเป็นการเพิ่มรายได้ให้ประเทศจากการส่งเสริมการค้าในธุรกิจชุมชนจนถึงธุรกิจระหว่างประเทศสร้างความสามารถการแข่งขันในระดับ SMEs ลดต้นทุนในการบริหารธุรกิจและยกระดับความสามารถของผู้ประกอบการภายในประเทศสู่ระดับนานาชาติ

                คณะอนุ กมธ. ยังพิจารณาติดตามและเร่งรัดการดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศด้านการบริการราชการแผ่นดินประเด็นปฏิรูปที่ 1 บริการภาครัฐ สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์ชีวิตประชาชน กลยุทธ์ที่ 1เพิ่มสมรรถนะของหน่วยงานรัฐในการตอบสนองต่อประชาชนในสถานการณ์หรือภาวะฉุกเฉินซึ่งมีแผนงานบูรณาการหมายเลขแจ้งเหตุฉุกเฉินให้เหลือเพียงหมายเลขเดียว คือ 191โดยทำการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบในต่างประเทศเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นต้น

ชื่นใจ แดนไธสง / ข่าว

ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง